สถานการณ์โควิด-19 วันนี้ (11 มิถุนายน 2564)

วันนี้ (11 มิถุนายน) ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวัน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,290 ราย มาจากเรือนจำ 294 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมระลอกเดือนเมษายนจนถึงวันนี้ 160,965 ราย และยอดผู้ป่วยสะสมของการระบาดทั้งหมด 189,828 ราย 

โดยวันนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 27 ราย ทำให้การระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 1,308 ราย ภาพรวมของการเสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมแล้ว 1,402 ราย 

ทั้งนี้ เวลา 12.30 น. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) จะแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ที่มา: THE STANDARD

ลงทะเบียนจองวัคซีน 76 จังหวัด เริ่ม 14 มิ.ย เป็นต้นไป ผ่าน “หมอพร้อม”

สรุปข้อมูลการเปิด ลงทะเบียนจองวัคซีน กลุ่มประชาชนทั่วไป ใน 76 จังหวัดยกเว้นพื้นที่ กทม. ผ่านไลน์ หมอพร้อม พร้อมกันทั่วประเทศ 14 มิ.ย. นี้

หลังจากกการประชุม และ ชี้แจ้งการดำเนินงานจัดบริการวัคซีนโควิด 19 เตรียมความพร้อมสำหรับการฉีดให้ประชาชนในเดือนมิถุนายน 2564 นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เผยว่า ทุกจังหวัดได้มีการซักซ้อมระบบและฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเริ่มฉีดพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 7 มิถุนายน นี้ โดยทางกระทรวงสาธารณสุขจะกระจายวัคซีนไปยัง 76 จังหวัด ตามแผนการจัดสรรวัคซีนแล้ว 

อีกทั้งทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาการฉีดในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ให้ทุกจังหวัดบันทุกข้อมูล การให้บริการ และจำนวนคงตลังยาในระบบ MOPH Immunization Center (MOHP IC) ให้ครบ และเตรียมพร้อมออกเอกสารรับรองผู้ที่รับวัคซีนครบทั้งสองโดส สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ มอบอำนาจให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลระดับจังหวัด ในการออกเอกสารรับรอง

  • สธ. ย้ำทุกจังหวัดเน้นฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มครู อาจาร์ย นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อรองรับการเปิดภาคการศึกษา
  • สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น และ กลุ่ม 7 โรคเสี่ยงลงทะเบียนไปแล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนแล้ว และจะได้รับวัคซีน ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย นี้
  • กลุ่มประชาชนทั้วไป อายุ 18-59 ปี ในพื้นที่ 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร เปิดให้ลงทะเบียนเริ่มลงทะเบียนวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ผ่าน ไลน์ และแอปพลิเคชัน หมอพร้อม / แอปพลิเคชันของจังหวัด ผ่านอสม. / รพ.สต. หรือติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้าน
  • เมื่อฉีดเข็ทแรกแล้ว ข้อมูลจะถูกจัดเก็บที่ฐานข้อมูล MOHP IC พร้อมทั้งติดตามอาหารหลังฉีด และ นัดหมายในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 รวมทั้งออกเอกสารรับรองหาดไปรับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มแล้ว

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า

  • ศบค.มีเป้าหมายฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรก จำนวน 50 ล้านโดสให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 เริ่มฉีดอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มิ.ย 2564 เป็นต้นไป ยืนยันทุกจังหวัดมีวัคซีนแน่นอน
  • วัคซีนที่รัฐบาลจัดหาคือ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าและวัคซีนซิโนแวค สามารถฉีดได้ในกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปเหมือนกัน
  • ในส่วนของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ทางศบต จะเป็นผู้กำหนดในการจัดส่งวัคซีนแต่ละจังหวัด และทางกระทรวงสาธารณสุขจึงจัดส่งวัคซีนไปตามนั้น
  • คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาการฉีดในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยพิจารณาทั้งจากจำนวนประชากร, สถานการณ์การระบาด, กลุ่มเป้าหมาย, พื้นที่นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว, กลุ่มผู้สูงอายุและ 7 โรคเรื้อรังที่ลงทะเบียนผ่านหมอพร้อม ที่ต้องพิจารณาฉีดให้เป็นกลุ่มแรกๆ
  • การจัดส่งวัคซีน เป็นการจัดส่งแบบรายสัปดาห์ ให้ดหมาะสมและปรับให้ทันต่อสถานการณ์ และติดตามผลว่าตรงตามเป้าหมายหรือไม่ และรายงานยอดคงเหลือ หากได้ตามเป้ากมายจะทำการจัดส่งวัคซีนไปเพิ่ม
  • สำหรับการจัดสรรวัคซีนในกลุ่มประชากรของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม และกทม. เมื่อรับวัคซีนแล้วจะไปดำเนินการบริหารจัดการการฉีดวัคซีนเอง

ที่มา: BRIGHTTV

AstraZeneca 1.7 ล้านโดสจากสยามไบโอไซเอนซ์มาไม่ทัน พ.ค.

การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียในพื้นที่เขตหลักสี่ ทำให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีน AstraZeneca ซึ่งมีประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ดี และโชคดีที่วัคซีนตัวนี้คือวัคซีนหลักที่ใช้ในประเทศไทย ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ มีแผนการส่งมอบทั้งหมดรวม 61 ล้านโดส แต่แล้วสัญญาณอันตรายก็เริ่มมาถึง เมื่อปรากฏว่าหลายโรงพยาบาลประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca

การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียในพื้นที่เขตหลักสี่ ทำให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีน AstraZeneca ซึ่งมีประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ดี และโชคดีที่วัคซีนตัวนี้คือวัคซีนหลักที่ใช้ในประเทศไทย ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ มีแผนการส่งมอบทั้งหมดรวม 61 ล้านโดส แต่แล้วสัญญาณอันตรายก็เริ่มมาถึง เมื่อปรากฏว่าหลายโรงพยาบาลประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca

โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ประกาศขอเลื่อนวันรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2564 ออกไปก่อน (รับการฉีดเข็มที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2564) พร้อมระบุว่า “เมื่อได้รับวัคซีนมา ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีเฉพาะวัคซีน Sinovac ให้บริการประชาชนเท่านั้น และเมื่อได้รับการจัดสรรวัคซีน AstraZeneca มาเพิ่มเติมแล้ว จะประกาศแจ้งให้ทุกท่านทราบอีกครั้ง

ขณะที่ สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ โดนกรมควบคุมโรคเทในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่รับปากว่าจะให้วัคซีนแก่บุคลากรของธรรมศาสตร์ – สวทช. และเอไอที อยู่ๆ ก็บอกว่าวันนี้ไม่มีแล้ว เพราะมีใครๆ มาขอวัคซีนเยอะแยะไปหมด จนไม่มีให้ตามที่ตกลงกันไว้”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดคำถามขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์หรือไม่ เพราะตามแผนการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงต่อสาธารณชนก่อนหน้านี้ระบุว่า วัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยจะมีประมาณ 61 ล้านโดส แบ่งการส่งมอบเป็น

  • เดือนพฤษภาคม 1.7 ล้านโดส
  • เดือนมิถุนายน 4.3 ล้านโดส
  • เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เดือนละ 10 ล้านโดส
  • และเดือนธันวาคม 5 ล้านโดส

สาธิต ปิตุเตชะ รัฐฒนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1.7 ล้านโดสยังไม่ได้มีการส่งมอบในเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะกำหนดการเดิมจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 6 ล้านโดส แต่เราไปขอเขาให้ส่งล่วงหน้า 1.7 ล้านโดส เพิ่มเติมจากล็อตก่อนหน้านี้ที่ส่งมาจากเกาหลีใต้ 1.17 แสนโดส ซึ่งเดิมทีเขาจะส่งให้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องค่าเบี่ยงเบนตามเอกสารนิดหน่อย ทำให้อาจต้องไปส่งมอบเดือนมิถุนายนทีเดียว ซึ่งมองในมุมบวกคือบริษัทเขาทำตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ตอนนี้ยังมั่นใจว่าการส่งมอบจะเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมที่ทำไว้ แต่ส่วนที่มีปัญหาไม่สามารถส่งมอบได้ 1.7 ล้านโดสเป็นส่วนของ Earlier Delivery ซึ่งเขาอาจจะยังไม่ให้ความสำคัญมากนัก 

ส่วนกรณีที่หลายโรงพยาบาลเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca ไป ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ได้ แต่ว่าการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุขจะส่งมอบตามยอดที่ขอมา ซึ่งต่อไปจะเป็นเรื่องที่แต่ละสถานให้บริการจะจัดการเอาเอง ตัวอย่างเช่น ในอนาคตจะส่งมอบให้กรุงเทพมหานคร  2.5 ล้านโดส ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัดการการฉีดวัคซีนเอง

ที่มา: THE STANDARD

พบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่ตากใบ นราธิวาส

Preview in new tab

วันนี้ (22 พฤษภาคม) มีการเปิดเผยรายงานสำหรับประชาคมวิทยาศาสตร์ถึงการระบาดในประเทศของเชื้อโควิด-19 สายตระกูล B.1.351 (20H/501Y.V2) ณ วันที่ 22 พฤษภาคม ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการระบาดในประเทศของเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สายตระกูล B.1.351 (20H/501Y.V2) หรือที่มักเรียกกันในสื่อว่าเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ 

ทางกลุ่มพันธมิตร COVID-19 Network Investigations (CONI) ได้รับการประสานจากทางกระทรวงสาธารณสุขให้ร่วมสืบสวนคลัสเตอร์ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยได้รับข้อมูลว่าอาจเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อต่อเนื่องในประเทศไทยจากผู้ลักลอบเข้าเมือง จากการถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนมพบว่าเป็นเชื้อสายตระกูล B.1.351 

ทางกลุ่มได้ส่งต่อข้อมูลทั้งหมดให้กับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในระดับภูมิภาคและระดับชาติเพื่อสื่อสารกับประชาชนต่อไป 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มขอสื่อสารข้อมูลชุดนี้ให้ประชาคมวิทยาศาสตร์เพื่อร่วมกันติดตาม เฝ้าระวัง และพัฒนาวิธีป้องกันรักษาโรค

  1. ตัวอย่างชุดนี้จัดเก็บโดยทางกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ทางกลุ่มได้รับตัวอย่างเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมและคัดเลือกมา 3 ตัวอย่าง เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนม โดยตำแหน่งที่ถอดได้มีลำดับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมตรงกับสายตระกูล B.1.351 ตามระบบ PANGO
  1. การถอดรหัสใช้วิธี MinION ของ Oxford Nanopore Technologies โดยมาจากวิธี Amplicon Sequencing ของ ARTIC Network ผ่านการวิเคราะห์โดย Workflow ของ COG-UK และระบบ QC ของกลุ่ม ด้วยทรัพยากร Supercomputer จาก ThaiSC TARA
  1. Genomic Coverage ของ 3 ตัวอย่างอยู่ที่ 85.01%, 90.11% และ 84.93% ตามลำดับ

ปกติวิธีที่ใช้จะได้ Coverage ประมาณ 95-98% แต่ตัวอย่างน่าจะมีการเสื่อมสลายระหว่างขนส่ง เพราะวิธีการอื่นที่ใช้วิเคราะห์ตัวอย่างนี้ก็มีปัญหาคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ดี ตำแหน่งที่ได้เพียงพอต่อการกำหนดสายตระกูล ทางทีมถอดรหัสจะใช้วิธีการ Illumine เพื่อเพิ่ม Coverage ของตัวอย่างชุดนี้ต่อไป

  1. ทางกลุ่มจะนำข้อมูล BKKCOVID721 ที่ได้เข้าสู่ระบบ GISAID และจะรวมเข้าไปใน Nextstrain Build รอบถัดไป พร้อมทั้งติดตามต้นตอการระบาดด้วยวิธี Maximum-likelihood และ Bayesian Analyses

โดยปกติทางกลุ่มจะนำเสนอข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขและนำข้อมูลเข้า GISAID โดยตรง แต่เนื่องจากข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญ ทางกลุ่มจึงนำมาแสดงต่อประชาคมวิทยาศาสตร์ทันที

  1. เชื้อสายตระกูล B.1.351 มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่คาดว่ามีผลกระทบต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ต่อไวรัส และลดประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีน แต่มิได้แปลว่าวัคซีนจะใช้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มอัตราส่วนประชากรผู้ได้รับวัคซีนให้สูงขึ้นเพื่อเกิดการป้องกันระดับประชากร

ทางกลุ่ม CONI ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่สังกัดสถาบันในไทยและต่างประเทศ ทางกลุ่มทำการถอดรหัสโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขสืบสวนโรคและติดตามการระบาดในระดับประชากร

สำหรับข้อมูลดังกล่าวจัดเตรียมโดยนักวิทยาศาสตร์ 9 คน ซึ่งตอนท้ายเอกสารระบุว่า ความเห็นประกอบข้อมูลดังกล่าวมิใช่ของต้นสังกัด

ที่มา: THE STANDARD

ตารางการฉีดวัคซีนโควิดของประเทศไทยให้ครบ 100 ล้านเข็ม ภายในสิ้นปี 2564

จากสถานการณ์โควิดระบาดทั่วโลกอย่างกว้างขวางและรุนแรง ส่งผลกระทบกับมนุษยชาติทุกประเทศ ไม่แตกต่างกันเลยนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีเศษ ก็เหลือความหวังที่สำคัญคือ การฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่(Herd Immunity) อย่างน้อย 60-70% ของประชากรโลก

จึงจะสามารยุติหรือยับยั้งการระบาดขนาดใหญ่ได้ (แต่จะยังมีการระบาดประปรายเป็นโรคประจำถิ่นเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ต่อไป)

ประเทศไทยก็อยู่ในบริบทเดียวกัน ยิ่งเมื่อเกิดการระบาดระลอกที่สาม ที่มีความกว้างขวางรุนแรงด้วยแล้ว วัคซีนก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในวันนี้ (20 พฤษภาคม 2564) มีผู้ติดเชื้อสะสมระลอกสามแล้ว 90,722 คน และเสียชีวิตในระลอกที่สาม 609 คนการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จึงเป็นมาตรการที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่างๆเกี่ยวกับวัคซีนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับข้อมูลวิชาการของวัคซีน การขึ้นของระดับภูมิคุ้มกัน การทิ้งระยะเวลาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มสอง

มาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อจัดทำตารางดังกล่าวเพื่อให้เห็นแนวทางความเป็นไปได้ ของความสำเร็จในการฉีดวัคซีน 100 ล้านเข็ม สำหรับประชากร 50 ล้านคน (70% ของประชากรทั้งประเทศ) จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในปี 2564 ดังนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

1) วัคซีน Sinovac ฉีดสองเข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ จึงจะป้องกันโรคได้ หลังจากฉีดเข็มที่สองไปแล้ว สัปดาห์

2) วัคซีน AstraZeneca ฉีดเข็มแรกแล้ว 4 สัปดาห์ จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ สามารถไปฉีดกระตุ้นเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 12-16 สัปดาห์ (3-4 เดือน) และพบว่าการฉีดกระตุ้นเข็มสองที่ห่างออกไป จะได้ภูมิคุ้มกัน สูงกว่าการฉีดกระตุ้นเข็มสองที่ 4 สัปดาห์

3) ขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีน Sinovac 4 ล้านเข็ม และสิ้นเดือนนี้จะมาอีก 2 ล้านเข็ม รวมเป็น 6 ล้านเข็ม 

4) วัคซีน AstraZeneca ที่บริษัทสยามไบโอซายน์ผลิตได้ 61 ล้านเข็ม จะทยอยส่งมอบเดือนมิถุนายน 6 ล้านเข็ม กรกฎาคมถึงพฤศจิกายนเดือนละ 10 ล้านเข็ม และธันวาคม 5 ล้านเข็ม 

5) จะมีวัคซีนเสริมเข้ามาปลายปีในช่วงไตรมาสสี่ ประกอบด้วยบริษัท Pfizer ,Johnson & Johnson, Sputnik V, Moderna และจะมี Sinovac ปิดท้ายในเดือนธันวาคม 2564 รวมแล้ว 35 ล้านเข็ม 

6) ศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่จะฉีดวัคซีนได้ เฉลี่ยทุกโรงพยาบาลฉีดได้วันละ 500 เข็ม มีโรงพยาบาลของรัฐ 1000 โรง จะฉีดได้วันละ 5 แสนเข็มเป็นขั้นต่ำ สามารถระดมกำลังการฉีดเพิ่ม หรือภาคเอกชนมาร่วมฉีด ก็จะได้มากยิ่งขึ้น จากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว ลองมาดูตารางประกอบการฉีดวัคซีน 100 ล้านเข็มดังนี้

พฤษภาคม 2564 วัคซีน Sinovac 6 ล้านเข็ม จะฉีดให้กับประชาชนได้ 3 ล้านคน เพราะทุกคนต้องฉีดสองเข็มจึงจะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้มิถุนายน 2564 วัคซีน AstraZeneca 6 ล้านเข็ม ฉีดให้กับประชาชนได้ 6 ล้านคน ไม่ใช่ฉีดได้ 3 ล้านคน เพราะการฉีดกระตุ้นเข็มสองจะไปฉีดในอีก 3-4 เดือนถัดมา วัคซีนทั้ง 6 ล้านเข็ม จึงกระจายไปฉีดได้ทั้ง 6 ล้านคน กรกฎาคมและสิงหาคม 2564 มีวัคซีน AstraZeneca ส่งมอบเดือนละ 10 ล้านเข็ม ก็จะฉีดได้เดือนละ 10 ล้านคน กันยายน 2564 วัคซีน AstraZeneca 10 ล้านเข็ม จะฉีดคนใหม่เข็มหนึ่งได้ 4 ล้านคน ส่วนอีก 6 ล้านเข็มต้องไปฉีดกระตุ้นเข็มสองให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีน 6 ล้านคนในเดือนมิถุนายน  ตุลาคมและพฤศจิกายน 2564 วัคซีนจำนวน 10 ล้านเข็ม จะเป็นการฉีดกระตุ้นเข็มสองให้กับผู้ที่ฉีดในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม ธันวาคม 2564 วัคซีน AstraZeneca จำนวน 5 ล้านเข็ม โดยจะมีวัคซีนเสริมที่ไม่ใช่ Sinovac และ AstraZeneca เข้ามาในไตรมาส 3-4 คือในเดือนกันยายนถึงธันวาคม และจะมีวัคซีนของบริษัท Johnson & Johnson ที่ฉีดเพียงเข็มเดียวเข้ามาด้วย 

จึงทำให้สามารถสรุปได้ดังนี้ 

1) สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 จะสามารถฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งได้ถึง 19 ล้านคน คิดเป็น 27% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญมากเพราะมีการศึกษาพบว่า ถ้าประชากรฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งมากกว่า 25% จะสามารถชะลอการติดเชื้อรายใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการยุติการระบาดใหญ่นั้น จะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

2) สิ้นเดือนกันยายน 2564 ตามแผนนี้ จะฉีดวัคซีนได้กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศคือ 54%  

3) สิ้นธันวาคม 2564 จะฉีดวัคซีนได้ทั้งสิ้น 100 ล้านเข็มหรือ 50 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ โดยที่ศักยภาพในการฉีดนั้น จะเริ่มต้นที่

มิถุนายนวันละ 2 แสนเข็ม หรือ 6 ล้านคนต่อเดือน เดือนกรกฎาคมเป็นวันละ 3.3 แสนเข็ม หรือ 10 ล้านเข็มต่อเดือน และขยับขึ้นสูงสุดในเดือนกันยายนเป็นต้นไป วันละ 6.6 แสนเข็ม หรือเดือนละ 20 ล้านเข็ม

บทวิเคราะห์นี้

ประมาณการมาจากข้อมูลการแถลงจากท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข ความแม่นยำอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง 

ทั้งนี้มีตัวแปรที่สำคัญ ประกอบด้วย

1)การผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอซายน์ จะต้องส่งวัคซีนตามกำหนดเวลา

2) บริษัทวัคซีนนำเข้าอีกห้าบริษัทที่เสริมนั้น เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ในเบื้องต้น

3) มีประชาชนสนใจที่จะฉีดวัคซีนได้ถึง 70% ของจำนวนประชากรทุกคนจึงควรร่วมแรงร่วมใจ ศึกษาหาข้อมูล ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องวัคซีน ทั้งประสิทธิผล ผลข้างเคียง และประโยชน์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่อันจะส่งผลดีกับประเทศชาติในอนาคตแล้วร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน รับวัคซีนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย

เปลี่ยนแผนฉีดวัคซีน จาก Walk in เป็นลงทะเบียน On-site นายกฯ ย้ำปรับตามสถานการณ์ ช่องทางนี้เป็นบริการเสริม

วันนี้ (20 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีนที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลมีแผนการกระจายวัคซีน 3 ช่องทางคือ

1. ระบบหมอพร้อม ซึ่งที่ผ่านมาเปิดให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคลงทะเบียน ขณะนี้มียอดลงทะเบียนแล้ว 7.4 ล้านคน โดยเป็นการลงทะเบียนในกรุงเทพมหานครแล้วกว่า 8 แสนคน และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปอายุต่ำกว่า 60 ปี ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ซึ่งข้อดีคือประชาชนสามารถเลือกวันเวลาและสถานที่ได้เอง 

2. การลงทะเบียน ณ จุดบริการ หรือ On-site Registration ช่องทางนี้ปรับจากการเรียกว่า Walk in เนื่องจากหากใช้คำว่า Walk in แล้ว อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าทุกคนที่เดินทางไปจะได้ฉีดในวันนั้น จนอาจเกิดปัญหาตามมาได้ แต่การลงทะเบียน ณ จุดบริการจะมีระบบรองรับ และแจ้งประชาชนเมื่อเดินทางไปลงทะเบียนว่า มีวัคซีนสนับสนุนเพียงพอ ณ จุดบริการในวันนั้นหรือไม่ หากพร้อมฉีดแต่วัคซีนไม่พอในวันนั้นก็สามารถทำการลงทะเบียนเพื่อนัดฉีดในวันอื่นได้ โดยไม่ต้องเสียเวลามารอฉีดอีกในวันต่อไป แต่สามารถมาฉีดได้เลยตามที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ขอย้ำว่าช่องทางนี้เป็นบริการเสริม 

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทาง กทม. ได้จัดให้มีการกระจายจุดบริการวัคซีนทั่วพื้นที่ในโรงพยาบาล สถานพยาบาล และหน่วยงาน จำนวน 231 แห่ง นอกจากนี้ยังได้เตรียมสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลอีก 25 แห่ง โดยเตรียมความพร้อมจัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่จะเดินทางมาสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้เปิดทดลองระบบแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ 1. เซ็นทรัล ลาดพร้าว 2. สามย่านมิตรทาวน์ 3. เดอะมอลล์ บางกะปิ และ 4. บิ๊กซี บางบอน 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ถ้าหากในแต่ละจุดที่บริการมีวัคซีนเพียงพอในแต่ละวัน และมีวัคซีนสำรองเนื่องจากมีคนที่นัดแล้วแต่ไม่ได้มาฉีดตามนัดอยู่บ้าง รัฐบาลก็มีแผนในการเปิดการฉีดวัคซีนแบบ Walk in ได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดและความรุนแรงนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมีการระบาดหลายคลัสเตอร์ในหลายพื้นที่ และเป็นสาเหตุให้นายกรัฐมนตรีมีความจำเป็นต้องตัดสินใจปรับแผนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนบริการหลักยังเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม และการ Walk in จะเป็นบริการเสริมในช่วงนี้

3. การจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเฉพาะ หรือการกระจายวัคซีนเชิงยุทธศาสตร์ เน้นจัดสรรวัคซีนไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต เช่น บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อสม. ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พนักงานด้านการบิน ครู อาจารย์ ผู้ขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์สาธารณะ พนักงานรถไฟและรถไฟฟ้า พนักงานในโรงแรม คณะผู้แทนการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ นักธุรกิจและนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ บุคลากรในโรงงาน คนพิการ พนักงานภาคบริการอาหารและยา และกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้การใช้ชีวิตและเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยประชาชนกลุ่มนี้สามารถติดต่อนัดหมายผ่านสถานพยาบาล หรือ อสม. ได้โดยตรง หรือหากเป็นกลุ่มบุคคลหรือสมาคมที่มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถยื่นเรื่องต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาจัดสรรวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่ฉีดต่อไป 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรียังมีนโยบายให้เตรียมการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตั้งแต่ต้นเดือน มิถุนายนนี้ โดยกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และภาคเอกชนจะร่วมมือกัน สนับสนุนให้บุคลากรกลุ่มนี้ฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม การผลิต และภาคบริการ ฟื้นตัวได้โดยเร็ว นอกจากนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายระดมฉีดวัคซีนแบบปูพรมใน กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ให้ได้อย่างน้อย 5 ล้านคน หรือ 70% ของประชากร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ภายใน 2 เดือนนี้ (มิถุนายน-กรกฎาคม 2564) และฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั้งประเทศให้ครบ 50 ล้านคนภายในปี 2564

ที่มา: THE STANDARD

ตัวเลขจองวัคซีน “โควิด-19” ผ่าน “หมอพร้อม” ล่าสุดจองแล้ว 7.2 ล้านคน

“หมอพร้อม” เปิดตัวเลขยอดจองวัคซีนโควิด-19 “แอสตราเซเนกา” สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ล่าสุด 7,223,169 ราย

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 2564 เฟซบุ๊ก “หมอพร้อม” เปิดเผยจำนวนตัวเลขการจองวัคซีน โควิด-19 แอสตราเซเนกา สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง จำนวนการจองคิวฉีดวัคซีนสะสมรวม 7,223,169 ราย แบ่งเป็น จำนวนการจองคิวฉีดวัคซีน กรุงเทพมหานคร 783,625 ราย จำนวนการจองคิวฉีดวัคซีน ต่างจังหวัด 6,439,544 ราย.

เตรียมเปิดสถานีกลางบางซื่อฉีดวัคซีน ตั้งแต่ 09.00-20.00 น. รองรับวันละหมื่นราย เริ่มวอล์กอิน 1 มิถุนายนนี้

วันนี้ (17 พฤษภาคม) ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขถึงการใช้พื้นที่ภายในสถานีกลางบางซื่อฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบวอล์กอินให้บุคลากรด่านหน้า และผู้ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท (สังกัดกระทรวงคมนาคม) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เบื้องต้นระหว่างวันที่ 24-31 พฤษภาคมนี้ ส่วนผู้ขับรถแท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ขับขี่รถขนส่งสาธารณะทุกประเภท ในระบบกรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้ประสานให้มาฉีดในช่วงวันดังกล่าวเช่นกัน

โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป จะให้บริการกับประชาชนทั่วไปแบบวอล์กอินระหว่างเวลา 09.00-20.00 น. ให้บริการทุกวันจนถึงสิ้นปี 2564 มี สธ. เป็นผู้รับผิดชอบวัคซีนและบุคลากรทางการแพทย์ที่จะมาให้บริการ ส่วนกระทรวงคมนาคมจะรับผิดชอบสถานที่ คาดว่าจะสามารถรองรับประชาชนที่รับบริการกว่า 10,000 คนต่อวัน ซึ่งประชาชนสามารถเดินทางมาลงทะเบียนที่สถานีกลางบางซื่อ เพียงยื่นบัตรประชาชน รับบัตรคิว ทราบช่วงเวลาที่จะได้รับวัคซีนได้ทันทีทั้งนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม กระทรวงคมนาคมจะตรวจความเรียบร้อยก่อนเปิดให้บริการจริง นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้จัดรถโดยสารปรับอากาศเพื่อวิ่งวนรับประชาชนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต, สถานีรถไฟฟ้า MRT จตุจักร, สถานีรถตู้ บขส. และจากท่าน้ำบางโพ มาที่สถานีกลางบางซื่อ พร้อมประสาน รฟม. ให้เปิดทางเดินเชื่อมจากสถานีรถไฟฟ้า MRT บางซื่อ มายังสถานีกลางบางซื่อ เพื่ออำนวยสะดวกให้ประชาชนเดินทางมารับบริการได้ง่ายขึ้น

ที่มา: THE STANDARD

“หมอพร้อม”เปิดกลุ่มประชาชนทั่วไปอายุ 18-59ปี จองคิวฉีดวัคซีน 31 พ.ค.นี้

เปิดตัวเลขจองคิวฉีดวัคซีนโควิด “ 2 กลุ่มเป้าหมายแรก” ผู้สูงอายุ 60 ปีและ 7 โรคเรื้อรัง ล่าสุดเวลา 08.00 น. วันที่ 16 พ.ค. จองสะสม สะสม 5,743,991ราย เป็นกรุงเทพมหานคร 688,723ราย และต่างจังหวัด 5,054,268 ราย ส่วนประชาชนทั่วไปอายุ 18-59 ปี เริ่มจองได้ 31 พ.ค. เพื่อรอให้รพ.ต่างๆ เปิดระบบให้เรียบร้อย

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2564 เฟซบุ๊ก “หมอพร้อม” เปิดเผย สรุปข้อมูลการจองคิวฉีดวัดซีนโควิด-19 สำหรับประชาชนใน 2 กลุ่มเป้าหมายแรก คือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ผ่านแพลตฟอร์มหมอพร้อม ทั้งไลน์บัญชีทางการและแอพพลิเคชั่น ซึ่งระบุว่า การจองคิวฉีดวัคซีน ข้อมูลวันที่ 16 พ.ค. เวลา 08.00 น. มีการจองสะสม 5,743,991ราย เป็นกรุงเทพมหานคร 688,723ราย และต่างจังหวัด 5,054,268 ราย

นอกจากนี้ ยังระบุว่า กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18-59 ปีขึ้นไป จะสามารถจองคิวฉีดวัคซีนผ่านระบบหมอพร้อมได้ตั้งแต่ 31 พ.ค.2564 เป็นต้นไป

แหล่งข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  จากที่มีกำหนดภายในเดือนมิ.ย.จะมีวัคซีนแอสตราเซเนกาส่งมอบ 6 ล้านโดสแรก ในจำนวนนี้จะมีการจัดสรรไปเพื่อฉีดในกรณีฉุกเฉิน การฉีดสำหรับหน่วยบริการ รวมถึงการวอล์กอิน(Walk in)ราว 2 ล้านโดส จึงจัดสรรผ่านหมอพร้อมในเดือนมิ.ย. ราว 4 ล้านโดส ขณะนี้คิวจองฉีดในเดือนมิ.ย.จึงเต็มแล้ว แต่ประชาชนยังสามารถจองคิวได้ตลอดแต่วันที่จะได้ฉีดคือในเดือน ก.ค.  ส่วนที่ระบบหมอพร้อมยังเปิดให้กลุ่มประชาชนทั่วไป อายุ 18-59ปี จองยังไม่ได้ตอนนี้ แต่จะให้เริ่มได้ในวันที่ 31 พ.ค. เพราะต้องให้เวลารพ.ต่างๆเปิดระบบจองคิวในกลุ่มประชาชนทั่วไปก่อน