AstraZeneca 1.7 ล้านโดสจากสยามไบโอไซเอนซ์มาไม่ทัน พ.ค.

การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียในพื้นที่เขตหลักสี่ ทำให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีน AstraZeneca ซึ่งมีประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ดี และโชคดีที่วัคซีนตัวนี้คือวัคซีนหลักที่ใช้ในประเทศไทย ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ มีแผนการส่งมอบทั้งหมดรวม 61 ล้านโดส แต่แล้วสัญญาณอันตรายก็เริ่มมาถึง เมื่อปรากฏว่าหลายโรงพยาบาลประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca

การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียในพื้นที่เขตหลักสี่ ทำให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีน AstraZeneca ซึ่งมีประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ดี และโชคดีที่วัคซีนตัวนี้คือวัคซีนหลักที่ใช้ในประเทศไทย ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ มีแผนการส่งมอบทั้งหมดรวม 61 ล้านโดส แต่แล้วสัญญาณอันตรายก็เริ่มมาถึง เมื่อปรากฏว่าหลายโรงพยาบาลประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca

โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ประกาศขอเลื่อนวันรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2564 ออกไปก่อน (รับการฉีดเข็มที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2564) พร้อมระบุว่า “เมื่อได้รับวัคซีนมา ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีเฉพาะวัคซีน Sinovac ให้บริการประชาชนเท่านั้น และเมื่อได้รับการจัดสรรวัคซีน AstraZeneca มาเพิ่มเติมแล้ว จะประกาศแจ้งให้ทุกท่านทราบอีกครั้ง

ขณะที่ สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ โดนกรมควบคุมโรคเทในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่รับปากว่าจะให้วัคซีนแก่บุคลากรของธรรมศาสตร์ – สวทช. และเอไอที อยู่ๆ ก็บอกว่าวันนี้ไม่มีแล้ว เพราะมีใครๆ มาขอวัคซีนเยอะแยะไปหมด จนไม่มีให้ตามที่ตกลงกันไว้”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดคำถามขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์หรือไม่ เพราะตามแผนการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงต่อสาธารณชนก่อนหน้านี้ระบุว่า วัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยจะมีประมาณ 61 ล้านโดส แบ่งการส่งมอบเป็น

  • เดือนพฤษภาคม 1.7 ล้านโดส
  • เดือนมิถุนายน 4.3 ล้านโดส
  • เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เดือนละ 10 ล้านโดส
  • และเดือนธันวาคม 5 ล้านโดส

สาธิต ปิตุเตชะ รัฐฒนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1.7 ล้านโดสยังไม่ได้มีการส่งมอบในเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะกำหนดการเดิมจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 6 ล้านโดส แต่เราไปขอเขาให้ส่งล่วงหน้า 1.7 ล้านโดส เพิ่มเติมจากล็อตก่อนหน้านี้ที่ส่งมาจากเกาหลีใต้ 1.17 แสนโดส ซึ่งเดิมทีเขาจะส่งให้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องค่าเบี่ยงเบนตามเอกสารนิดหน่อย ทำให้อาจต้องไปส่งมอบเดือนมิถุนายนทีเดียว ซึ่งมองในมุมบวกคือบริษัทเขาทำตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ตอนนี้ยังมั่นใจว่าการส่งมอบจะเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมที่ทำไว้ แต่ส่วนที่มีปัญหาไม่สามารถส่งมอบได้ 1.7 ล้านโดสเป็นส่วนของ Earlier Delivery ซึ่งเขาอาจจะยังไม่ให้ความสำคัญมากนัก 

ส่วนกรณีที่หลายโรงพยาบาลเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca ไป ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ได้ แต่ว่าการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุขจะส่งมอบตามยอดที่ขอมา ซึ่งต่อไปจะเป็นเรื่องที่แต่ละสถานให้บริการจะจัดการเอาเอง ตัวอย่างเช่น ในอนาคตจะส่งมอบให้กรุงเทพมหานคร  2.5 ล้านโดส ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัดการการฉีดวัคซีนเอง

ที่มา: THE STANDARD

พบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่ตากใบ นราธิวาส

Preview in new tab

วันนี้ (22 พฤษภาคม) มีการเปิดเผยรายงานสำหรับประชาคมวิทยาศาสตร์ถึงการระบาดในประเทศของเชื้อโควิด-19 สายตระกูล B.1.351 (20H/501Y.V2) ณ วันที่ 22 พฤษภาคม ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการระบาดในประเทศของเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สายตระกูล B.1.351 (20H/501Y.V2) หรือที่มักเรียกกันในสื่อว่าเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ 

ทางกลุ่มพันธมิตร COVID-19 Network Investigations (CONI) ได้รับการประสานจากทางกระทรวงสาธารณสุขให้ร่วมสืบสวนคลัสเตอร์ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยได้รับข้อมูลว่าอาจเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อต่อเนื่องในประเทศไทยจากผู้ลักลอบเข้าเมือง จากการถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนมพบว่าเป็นเชื้อสายตระกูล B.1.351 

ทางกลุ่มได้ส่งต่อข้อมูลทั้งหมดให้กับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในระดับภูมิภาคและระดับชาติเพื่อสื่อสารกับประชาชนต่อไป 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มขอสื่อสารข้อมูลชุดนี้ให้ประชาคมวิทยาศาสตร์เพื่อร่วมกันติดตาม เฝ้าระวัง และพัฒนาวิธีป้องกันรักษาโรค

  1. ตัวอย่างชุดนี้จัดเก็บโดยทางกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ทางกลุ่มได้รับตัวอย่างเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมและคัดเลือกมา 3 ตัวอย่าง เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนม โดยตำแหน่งที่ถอดได้มีลำดับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมตรงกับสายตระกูล B.1.351 ตามระบบ PANGO
  1. การถอดรหัสใช้วิธี MinION ของ Oxford Nanopore Technologies โดยมาจากวิธี Amplicon Sequencing ของ ARTIC Network ผ่านการวิเคราะห์โดย Workflow ของ COG-UK และระบบ QC ของกลุ่ม ด้วยทรัพยากร Supercomputer จาก ThaiSC TARA
  1. Genomic Coverage ของ 3 ตัวอย่างอยู่ที่ 85.01%, 90.11% และ 84.93% ตามลำดับ

ปกติวิธีที่ใช้จะได้ Coverage ประมาณ 95-98% แต่ตัวอย่างน่าจะมีการเสื่อมสลายระหว่างขนส่ง เพราะวิธีการอื่นที่ใช้วิเคราะห์ตัวอย่างนี้ก็มีปัญหาคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ดี ตำแหน่งที่ได้เพียงพอต่อการกำหนดสายตระกูล ทางทีมถอดรหัสจะใช้วิธีการ Illumine เพื่อเพิ่ม Coverage ของตัวอย่างชุดนี้ต่อไป

  1. ทางกลุ่มจะนำข้อมูล BKKCOVID721 ที่ได้เข้าสู่ระบบ GISAID และจะรวมเข้าไปใน Nextstrain Build รอบถัดไป พร้อมทั้งติดตามต้นตอการระบาดด้วยวิธี Maximum-likelihood และ Bayesian Analyses

โดยปกติทางกลุ่มจะนำเสนอข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขและนำข้อมูลเข้า GISAID โดยตรง แต่เนื่องจากข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญ ทางกลุ่มจึงนำมาแสดงต่อประชาคมวิทยาศาสตร์ทันที

  1. เชื้อสายตระกูล B.1.351 มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่คาดว่ามีผลกระทบต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ต่อไวรัส และลดประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีน แต่มิได้แปลว่าวัคซีนจะใช้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มอัตราส่วนประชากรผู้ได้รับวัคซีนให้สูงขึ้นเพื่อเกิดการป้องกันระดับประชากร

ทางกลุ่ม CONI ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่สังกัดสถาบันในไทยและต่างประเทศ ทางกลุ่มทำการถอดรหัสโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขสืบสวนโรคและติดตามการระบาดในระดับประชากร

สำหรับข้อมูลดังกล่าวจัดเตรียมโดยนักวิทยาศาสตร์ 9 คน ซึ่งตอนท้ายเอกสารระบุว่า ความเห็นประกอบข้อมูลดังกล่าวมิใช่ของต้นสังกัด

ที่มา: THE STANDARD

นั่งร้านอาหาร ได้ถึง 3 ทุ่ม – มาตรการผ่อนคลาย พื้นที่แดงเข้ม

ศบค.  เริ่ม มาตรการผ่อนคลาย ให้พื้นที่แดงเข้ม นั่งร้านอาหาร ได้ถึง 3 ทุ่ม ปรับพื้นที่สีแดงเข้มใหม่ (พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด) เหลือ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ตัด “เชียงใหม่ และชลบุรี” ออกหลังสถานการณ์ดีขึ้น มีผลวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

มาตรการผ่อนคลาย นั่งร้านอาหาร

ที่ประชุม ศบค. ได้ประชุมหารือหลักการและหลักเกณฑ์การผ่อนคลายสำหรับร้านอาหาร เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม ตามระดับของพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วประเทศ

มาตรการผ่อนคลาย นั่งร้านอาหาร ในแต่ละพื้นที่ควบคุม แบ่งระดับเป็นดังนี้

  • พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด : นั่งกินในร้านอาหารได้ไม่เกิน 25% ไม่เกินเวลา 21.00 น. (สามทุ่ม) และซื้อกลับบ้านได้ ไม่เกิน 23.00 น. (ห้าทุ่ม)
  • พื้นที่ควบคุมสูงสุด 17 จังหวัด : นั่งกินในร้านอาหารได้ ไม่เกิน 23.00 น. (ห้าทุ่ม)
  • พื้นที่ควบคุม 56 จังหวัด : นั่งกินในร้านอาหารได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ทุกพื้นที่ควบคุมทั้ง 3 ระดับ ยังคงห้ามเรื่องการดื่มสุราในร้าน โดยให้เหตุผลว่าการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ เป็นแหล่งของการทำให้เกิดการติดต่อของโรคโควิด-19 ได้

ศบค. เปิดเผยว่าการบังคับใช้มาตรการผ่อนคลายใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้สั่งการมาให้ทำให้เร็วที่สุด โดยจะมีผลใช้บังคับวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

การปรับระดับพื้นที่ควบคุมใหม่ทั่วประเทศ

ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศปก.ศบค. ได้มีมติเห็นชอบถึงการปรับระดับพื้นที่ควบคุมทั่วประเทศ โดยตัด “เชียงใหม่ และชลบุรี” ออกจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดออกไป หลังสถานการณ์เริ่มดีขึ้น และได้มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ดังนี้

พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด

“พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด” ปรับลดลงจาก 6 จังหวัด เหลือ 4 จังหวัด (ตัด เชียงใหม่ และชลบุรี ออก)

  1. กรุงเทพมหานคร
  2. นนทบุรี
  3. ปทุมธานี
  4. สมุทรปราการ

จังหวัดเชียงใหม่จะถูกจัดระดับใหม่เป็น “พื้นที่ควบคุม” ส่วนจังหวัดชลบุรีจะถูกจัดระดับเป็น “พื้นที่ควบคุมสูงสุด”

มาตรการควบคุมร้านอาหารในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. โดยจำกัดจำนวนผู้นั่งบริโภคในร้านได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนที่นั่งปกติ ห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน และให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของการนำไปบริโภคที่อื่นได้จนถึงเวลา 23.00 น. ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบการจัดให้มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้อง การจัดระเบียบผู้เข้าใช้บริการ และการเว้นระยะห่างตามคำแนะนำและมาตรการที่ทางราชการกำหนด

พื้นที่ควบคุมสูงสุด 17 จังหวัด

“พื้นที่ควบคุมสูงสุด” ปรับเพิ่มขึ้นจาก 16 จังหวัด เป็น 17 จังหวัด (เพิ่ม ชลบุรี ซึ่งมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด)

  1. กาญจนบุรี
  2. ชลบุรี (ใหม่)
  3. ฉะเชิงเทรา
  4. ตาก
  5. นครปฐม
  6. นครศรีธรรมราช
  7. นราธิวาส
  8. ประจวบคีรีขันธ์
  9. พระนครศรีอยุธยา
  10. เพชรบุรี
  11. ยะลา
  12. ระนอง
  13. ระยอง
  14. ราชบุรี
  15. สมุทสาคร
  16. สงขลา
  17. สุราษฎร์ธานี

มาตรการควบคุมร้านอาหารในพื้นที่ควบคุมสูงสุด

ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. โดยห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบการจัดให้มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้อง การจัดระเบียบผู้เข้าใช้บริการ และการเว้นระยะห่างตามคำแนะนำและมาตรการที่ทางราชการกำหนด

พื้นที่ควบคุม 56 จังหวัด

“พื้นที่ควบคุม” ปรับเพิ่มขึ้นจาก 55 จังหวัด เป็น 56 จังหวัด (เพิ่ม เชียงใหม่ ซึ่งมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด)

  1. กระบี่
  2. กาฬสินธุ์
  3. กำแพงเพชร
  4. ขอนแก่น
  5. จันทบุรี
  6. ชัยภูมิ
  7. ชัยนาท
  8. ชุมพร
  9. เชียงราย
  10. เชียงใหม่ (ใหม่)
  11. ตรัง
  12. ตราด
  13. นครนายก
  14. นครพนม
  15. นครราชสีมา
  16. นครสวรรค์
  17. น่าน
  18. หนองคาย
  19. บึงกาฬ
  20. บุรีรัมย์
  21. ปราจีนบุรี
  22. ปัตตานี
  23. พังงา
  24. พัทลุง
  25. พะเยา
  26. พิจิตร
  27. พิษณุโลก
  28. เพชรบูรณ์
  29. แพร่
  30. ภูเก็ต
  31. มหาสารคาม
  32. มุกดาหาร
  33. แม่ฮ่องสอน
  34. ยโสธร
  35. ร้อยเอ็ด
  36. ลพบุรี
  37. ลำปาง
  38. ลำพูน
  39. เลย
  40. ศรีสะเกษ
  41. สกลนคร
  42. สตูล
  43. สระแก้ว
  44. สระบุรี
  45. สมุทรสงคราม
  46. สิงห์บุรี
  47. สุโขทัย
  48. สุพรรณบุรี
  49. สุรินทร์
  50. หนองบัวลำภู
  51. อ่างทอง
  52. อุดรธานี
  53. อุตรดิตถ์
  54. อุทัยธานี
  55. อุบลราชธานี
  56. อำนาจเจริญ

มาตรการควบคุมร้านอาหารในพื้นที่ควบคุม

ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ภายในกำหนดเวลาปกติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน

พื้นที่เฝ้าระวังสูง 0 จังหวัด

ปัจจุบันยังไม่มีจังหวัดใดอยู่ในระดับพื้นที่เฝ้าระวังสูง

พื้นที่เฝ้าระวัง 0 จังหวัด

ปัจจุบันยังไม่มีจังหวัดใดอยู่ในระดับพื้นที่เฝ้าระวัง

ขั้นตอน ‘ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด’ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เปิดขั้นตอน “ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด” ต้องทำอย่างไรบ้าง? พร้อมเปิดไทม์ไลน์การลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด กลุ่มไหนได้ลงทะเบียนจองคิวเมื่อไร และได้ฉีดเมื่อไร?

“วัคซีนโควิด” หนึ่งในความหวังของการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุข ได้อัพเดทแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เวอร์ชั่น 2 เพื่อรองรับการ “ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด” ของประชาชนทั่วไป ซึ่งครอบคลุมทั้งช่องทางไลน์ออฟฟิเชียล (LINE Official Account) และแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม รวมถึงยังสามารถไปติดต่อได้ที่โรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา และ 3.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่

โดยเบื้องต้นมีการแบ่งกลุ่มช่วงเวลาของการลงทะเบียนฉีดวัคซีนไว้หลักๆ คือ รอบแรก เปิดให้ 2 กลุ่มที่สามารถเข้ามาลงทะเบียน ได้แก่ 1.ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดอาการป่วยรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19

ซึ่งใน 2 กลุ่มแรกนี้จะเริ่มเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ในการรับวัคซีนรอบแรกนี้ (มิ.ย. – ก.ค. 64) จะเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) 16 ล้านโดส ซึ่งจะครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มแรกของกลุ่มประชากรเป้าหมายในรอบนี้ที่มีอยู่ประมาณ 16 ล้านคน

ขณะที่ประชาชนทั่วไป อายุ 18-59 ปี สามารถเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และจะได้เริ่มเข้ารับวัคซีนตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป 

หากผู้ที่ต้องการเข้ามาลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิดในไลน์ออฟฟิเชียลของหมอพร้อม จำเป็นต้องเข้าไปที่แอพพลิเคชั่นไลน์ กดเพิ่มเพื่อน LINE OA หมอพร้อม เพื่อลงทะเบียนเข้าใช้งานหมอพร้อมก่อน ด้วยการกรอกข้อมูลเบื้องต้นก่อน แต่ถ้าผู้ใดที่ลงทะเบียนข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้ว ก็สามารถไปสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ดังนี้

1.กดเมนูจองฉีดวัคซีนโควิด-19

2.กดจอง

3.กดรับสิทธิ

4.ทำแบบคัดกรอง และกดบันทึก

5.หน้าจอแสดงการบันทึกข้อมูลคัดกรองเรียบร้อยและกดยินยอม 

6.เลือกโรงพยาบาล วัน และเวลา เพื่อจองฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งหากดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะแสดงข้อความว่า “จองฉีดวัคซีนสำเร็จแล้ว” 

7.ข้อความยืนยันนัดหมายการรับวัคซีนโควิด-19

ทั้งนี้เมื่อจองผู้ที่ดำเนินการไปแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลการจอง ทั้งโรงพยาบาล วันและเวลาได้ 

นอกจากนี้หากผู้ที่จองฉีดวัคซีนสำเร็จแล้ว ก่อนถึงวันนัดหมายฉีดวัคซีน 1 วัน ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเมื่อฉีดเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับข้อความยืนยันการฉีดวัคซีน และใบแจ้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันมีแบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ด้วย 

เช่นเดียวกัน ก่อนถึงวันนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ก่อนหน้า 1 วัน ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และเมื่อฉีดเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับข้อความยืนยันการฉีดวัคซีน และใบแจ้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันมีแบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ด้วย

ทั้งนี้เมื่อฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว จะได้ใบรับรองการฉีดวัคซีน สามารถสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข 

ไขข้อข้องใจประเด็นอื่นๆ

1.หากเป็นกลุ่มเป้าหมายในระยะแรก แต่ไม่สามารถลงทะเบียนหมอพร้อมได้ จะทำอย่างไร?

ตอบ : ติดต่อโรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา เพื่อยืนยันและเพิ่มชื่อเข้าระบบ จากนั้นลงทะเบียนจองคิววัคซีนผ่านโรงพยาบาลหรือผ่านหมอพร้อม 

2.ผู้สูงอายุที่มีบัตรประชาชน ไม่มี Laser ID ต้องทำอย่างไร?

ตอบ : ติดต่อโรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา หรือ อสม.ที่ดูแล

3.ข้อมูลส่วนตัวที่แสดงไม่ตรงกับข้อมูลในปัจจุบัน จะทำอย่างไร?

ตอบ : เลือกที่เมนูแก้ไขข้อมูลส่วนตัว และกรอกข้อมูลส่วนตัวตามความเป็นจริงในปัจจุบันให้ถูกต้อง และกดบันทึก

4.ลงทะเบียนเลขบัตรประชาชนผิด เลขบัตรไม่ตรงกับชื่อ-นามสกุลที่แท้จริงจะทำอย่างไร?

ตอบ : ติดต่อศูนย์ประสานงานข้อมูลหมอพร้อม โทร 02-792-2333 เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูล

5.เลือกโรงพยาบาลแล้ว แต่เลือกวันจองคิวฉีดวัคซีนไม่ได้ จะทำอย่างไร?

ตอบ : เนื่องจากการกำหนดวันจองคิว เป็นไปตามการบริหารจัดการของแต่ละโรงพยาบาล หากโรงพยาบาลที่ต้องการยังไม่เปิดให้จองคิว ต้องติดต่อโรงพยาบาลโดยตรง หรือเลือกโรงพยาบาลอื่น

อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้หมอพร้อม สามารถสอบถามได้ที่ 02-590-1493, 02-590-1495, 02-590-1497 และ 02-590-1206 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

รู้จักโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษที่พบในคลัสเตอร์ทองหล่อ

นอกจากจะเป็น ‘คลัสเตอร์ใหม่’ แล้ว สถานบันเทิงย่านทองหล่อยังสร้างความกังวลใจให้กับทุกคน เมื่อ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 ว่าพบ ‘สายพันธ์ุใหม่’ โดยเป็นสายพันธุ์อังกฤษ ซึ่งอาจทำให้การติดเชื้อเร็วขึ้น 1.7 เท่า

โควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ หรือ B.1.1.7 ตรวจพบครั้งแรกที่สหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคม 2563 ขณะนี้มีรายงานใน 114 ประเทศ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยนำเข้า ถ้าผลการตรวจรหัสพันธุกรรมยืนยันสายพันธุ์นี้ ประเทศไทยจะถือเป็นลำดับที่ 42 ของโลกที่มีการระบาด

คุณสมบัติของสายพันธุ์นี้ ไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น 50% มีความสัมพันธ์กับการนอนโรงพยาบาลและการเสียชีวิต โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1.6 เท่า แต่อัตราการติดเชื้อซ้ำยังไม่ต่างไปจากสายพันธุ์เดิม สิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุดน่าจะเป็นประสิทธิภาพของวัคซีน

วัคซีนที่มีรายงานผลประสิทธิภาพในประชากรแล้วคือ AstraZeneca พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการได้ 70.4% เทียบกับ 81.5% ต่อสายพันธุ์อื่น ส่วนวัคซีนอื่นๆ เป็นการทดสอบภูมิคุ้มกันในห้องทดลอง เช่น วัคซีน Sinovac มีประสิทธิภาพลดลงถึง 50%

แต่ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์เดิมหรือใหม่ เชื้อยังคงแพร่ผ่านสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ วิธีการป้องกันโรคจึงเหมือนเดิมคือการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างจากผู้อื่น และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ระบายอากาศได้ไม่ดี ส่วนการฉีดวัคซีนมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงของโรคเป็นหลัก

รู้จักโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษที่พบในคลัสเตอร์ทองหล่อ

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

ที่มา – รู้จักโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษที่พบในคลัสเตอร์ทองหล่อ

กทม. เปิดขั้นตอนลงทะเบียน ฉีดวัคซีนโควิด-19

cr; @cottonbro/pexels.com

กรุงเทพฯ เผยเงื่อนไขและขั้นตอน สำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนโควิด-19

วันที่ 16 มีนาคม 2564 ร้อยตำรวจเอก พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความทางเพจเฟซบุ๊ก ระบุเงื่อนไขของผู้ที่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 พร้อมสรุปขั้นตอนการขอรับวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร ข้อความดังนี้…

สรุปการฉีดวัคซีน COVID-19

กทม.พร้อมฉีดวัคซีนให้กับประชาชน แล้ว โดยระยะแรกจะฉีดให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่เป็นโรคประจำตัว 7 โรค และรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 6 เขต ที่ติดกับสมุทรสาครก่อน ซึ่งถ้าติดเชื้อแล้วอาจจะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

ผู้ที่จะได้รับวัคซีน จะต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ

  1. มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่ 1) โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2) โรคหัวใจและหลอดเลือด 3) โรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 5 4) โรคหลอดเลือดสมอง 5) โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด รังสีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด 6) โรคเบาหวาน และ 7) โรคอ้วน
  2. รักษาอยู่ในโรงพยาบาลพื้นที่เสี่ยงที่ติดกับจังหวัดสมุทรสาคร 6 เขต ได้แก่ เขตบางขุนเทียน เขตบางบอน เขตหนองแขม เขตจอมทอง เขตบางแค เขตภาษีเจริญ
  3. เป็นผู้มีอายุระหว่าง 18-59 ปี 10 เดือน (เกิดระหว่างวันที่ 15 พ.ค. 2504 – 15 มี.ค. 2546)

– ผู้มีอายุระหว่าง 50-59 ปี 10 เดือน (เกิดระหว่างวันที่ 15 พ.ค. 2504 – 15 มี.ค. 2514) ลงทะเบียนได้เลยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

– ผู้มีอายุระหว่าง 18-49 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 16 มี.ค 2514 – 15 มี.ค. 2546) เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.นี้ โดยกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนในลำดับถัดไป

ลงทะเบียนรับวัคซีนได้ 2 วิธี

  1. ลงทะเบียนผ่าน Line Official “หมอพร้อม”
  2. ลงทะเบียนได้ที่ รพ.สังกัด กทม. /ศูนย์บริการสาธารณสุข ทุกแห่งใกล้บ้าน สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใช้สมาร์ทโฟน

สำหรับการฉีดวัคซีนในกลุ่มอื่น ๆ จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไปครับ

ขอความร่วมมือให้ทุกคนป้องกันตัวเอง ร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด จะทำให้เราควบคุมสถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้อีกครั้ง

สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง กันด้วยนะครับ

ที่มา: prbangkok

หมอพร้อม วัคซีนพร้อม คุณพร้อมหรือยัง

“หมอพร้อม” “มั่นใจ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ” ระบบการให้บริการวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมให้บริการ

หมอพร้อมไม่ใช่ระบบจองวัคซีน
แต่เป็นระบบรองรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแต่ละกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป
ใช้เป็นช่องทางสื่อสาร
เป็นระบบรายงานติดตามอาการที่ไม่พึงประสงค์
เป็นระบบนัดหมายในการรับวัคซีนเข็มที่ 2

หมอพร้อม Line Official Account

  • หมอพร้อม ไม่ใช่ application ไม่ใช่การต้องโหลดมาติดตั้งแบบแอปอื่นๆ 
  • หมอพร้อม เป็น Line Official Account ที่อยู่ใน Line ที่เราใช้กันทุกวันนี่เอง 
  • วิธีการเข้าถึงคือ พิมพ์ “หมอพร้อม” หรือ ผ่าน QR Code หรือ ลิงค์ line://ti/p/@475ptmfj
  • ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android

วัตถุประสงค์ของหมอพร้อม กับการฉีดวัคซีนโควิด-19

  • หมอพร้อมไม่ใช่ระบบจองวัคซีน อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่การลงชื่อเพื่อหวังจะได้จองคิวฉีดวัคซีนนะจ๊ะ
  • หมอพร้อม ใช้เป็นระบบรองรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแต่ละกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป
  • หมอพร้อม จะถูกใช้เป็นช่องทางสื่อสาร ระหว่างหน่วยงานที่จัดการเรื่องการฉีดวัคซีน การติดตามผลการฉีด กับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว
  • ใช้เป็นระบบรายงานติดตามอาการที่ไม่พึงประสงค์ ที่อาจจะเกิดกับผู้ที่รับวัคซีนไปแล้ว
  • ใช้เป็นระบบนัดหมายในการรับวัคซีนเข็มที่ 2 

วิธีใช้งาน

  1. หลังจากหาแอพเจอและกดเพิ่มเพื่อนไปแล้ว ก็มีขั้นตอนคือ 1) ต้องลงทะเบียน 2) ตรวจสอบข้อมูล และยืนยัน  นอกจากตัวเองแล้ว ยังสามารถลงทะเบียนแทนคนในครอบครัวได้ โดย ไปที่หน้าต่างยืนยันข้อมูลอีกครั้ง กด “เพิ่มบุคคลอื่น” และ “ระบุความสัมพันธ์” แล้ว “ลงทะเบียนและยืนยัน” รอยืนยันจากระบบ หากลงทะเบียนสำเร็จ
  2. ตรวจสอบและยืนยันสิทธิการรับวัคซีนโควิด-19 
    ไปที่หน้าหลัก กดเมนู “วัคซีน” ตรวจสอบข้อมูล แล้วกดปุ่มรับสิทธิ์ สามารถค้นหาหน่วยงานที่ให้บริการวัคซีนได้
  3. ประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 (ประชาชน)
    3.1 หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว จะได้รับข้อความยืนยัน 3.2 ทำแบบประเมิน หลังจากได้รับวัคซีน ในวันที่ 1 (วันแรก) 3.3 จะได้รับการแจ้งเตือนให้ทำแบบประเมินครั้งที่ 2 ในอีก 7 วัน หลังจากฉีดวัคซีน3.4 จะได้รับการแจ้งเตือนให้ทำแบบประเมินครั้งที่ 3 ในวันที่ 30 วัน หลังจากฉีดวัคซีน3.5 จากนั้นจะได้รับการแจ้งเตือนฉีดวัคซีนเข็มที่ 2
  4. ประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 (ประชาชน)
    4.1 หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว จะได้รับข้อความยืนยัน 4.2 ทำแบบประเมิน หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 1 (วันแรก) 4.3 จะได้รับการแจ้งเตือนให้ทำแบบประเมิน อีก 3 ครั้ง คือในวันที่ 7 30 และ 604.4 หลังจากนั้นจะได้รับการยืนยันว่าได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็ม ถือเป็นอันได้รับวัคซีนโดยครบถ้วนสมบูรณ์