เซ็นทรัลเวิลด์ โร่แจงข่าวลือ หลังมีข่าวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในร้านอาหาร

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แจงข่าวลือพบคนติดเชื้อโควิด-19 จากคลัสเตอร์ร้านอาหารโซน Groove ในศูนย์การค้าฯ เบื้องต้นยังไม่ได้รับแจ้งมีผู้ติดเชื้อ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

จากกรณีผู้ใช้ Blockdit เขียนกระทู้ว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมาก จากคลัสเตอร์ร้านอาหารโซน Groove เซ็นทรัลเวิลด์ ลักษณะของร้านอาหารมีการเล่นดนตรีสดและเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ ทำให้ผู้ไปใช้บริการตื่นตระหนกกันหลายคน ล่าสุดศูนย์การค้าฯ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก CentralWorld ระบุว่าข่าวลือที่เกิดขึ้นไม่ได้นิ่งนอนใจ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่มีการแจ้งเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อแต่อย่างใดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจ ATK ของพนักงานร้านค้าทุกร้านในรอบ 7 วันที่ผ่านมา ยังไม่พบผู้ติดเชื้อแต่อย่างใด

ขณะที่เฟซบุ๊กร้าน “Tapas Music Bar by VASO” ตั้งอยู่ในโซน Groove ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชี้แจงด้วยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางร้านไม่มีใครติดเชื้อโควิด-19 และได้ประกาศปิดให้บริการร้านอาหารเป็นเวลา 3 วัน เพื่อจัดสถานที่และปรับปรุงให้เป็นไปตามข้อปฏิบัติและนโยบายภาครัฐ

ทั้งนี้ ทีมข่าว PPTV ได้โทรศัพท์สอบถาม นางมาศวัลย์ ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ให้ข้อมูลว่าเบื้องต้นร้านดังกล่าวสั่งปิดตัวเองเป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อสังเกตอาการพนักงานในร้านและทำความสะอาดร้าน แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบบุคคลใดมีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 ส่วนร้านอื่นๆ ในโซนเดียวกันยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ยังคงยึดปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดเหมือนร้านอื่น ๆ ให้สามารถนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้ายได้ถึง 3 ทุ่ม และปิดเครื่องเสียงในเวลา 22.30 น. โดยหลังจากนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมว่าร้านไหนมีความเสี่ยงอีกบ้าง

แชร์มาจาก: pptvhd36

สรุปให้ที่นี่ ยิ่งใช้ยิ่งได้ คนละครึ่งเฟส 3 หมดเขตเมื่อไร ใช้ได้ถึงวันไหน

โฆษกรัฐบาล ย้ำ โครงการคนละครึ่งเฟส 3 และ ยิ่งใช้ยิ่งได้ ใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 64 ระบุ นายกฯ ปลื้มกระแสใช้จ่ายดีต่อเนื่อง ลดค่าครองชีพของรัฐสะสมสูงเกือบ 2 แสนล้านบาท

วันที่ 24 พ.ย.64 ฐานเศรษฐกิจ เกาะติดความคืบหน้ามาตรการเยียวยาประชาชน ทั้ง โครงการคนละครึ่งเฟส 3 และ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด19 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (เฟส3) และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม ล่าสุด มีจำนวนกว่า 75,000 ราย 

ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564  สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ยังสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ ผ่านเว็บไซต์  www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บน แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ

นายธนกร กล่าวด้วยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลื้มกระแสการใช้จ่ายของประชาชนผ่านมาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพของรัฐ ที่รัฐบาลมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการช่วยลดภาระในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันของประชาชน

ช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ 
โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ รวมทั้งเพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

โดยความคืบหน้าข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 มียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 41.2 ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 191,685.3 ล้านบาท แบ่งเป็น 

  1. โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 26.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 169,488.9 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 86,115 ล้านบาท รัฐร่วมจ่ายสะสม 83,373.9 ล้านบาท 
  2. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 90,799 คน ยอดใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสม 3,445.8 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 184.5 ล้านบาท 
  3. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.55 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 17,123.1 ล้านบาท 
  4. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.43 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 1,443 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจกลับมาคึกคึกหลังจากรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลาย นายกฯ พอใจกระแสตอบรับและการใช้จ่ายของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นฝนรัฐบาล ออกมาใช้ชีวิตแบบ New Normal

ซึ่งรัฐบาลยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อ “พลิกโฉมประเทศไทย” ผ่านมาตรการ/โครงการต่างๆ มาตรการเยียวยา มาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ละโครงการได้รับเสียงชื่นชมจากต่างชาติ 

เช่น โครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ฯลฯ ที่ทำให้ว่าทั้งผู้ซื้อ/ผู้รับบริการ และผู้ประกอบการ ตลอดจนร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ต่างได้รับประโยชน์ สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ คู่ขนานไปกับนโยบายการเปิดประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติได้ เชื่อมั่นว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะยิ่งคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนไทยทุกคนมีความสุขในเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

แชร์มาจาก: ฐานเศรษฐกิจ

ด่วน! ยอด โควิด-19 วันนี้ ติดเชื้อเพิ่ม 5,857 ราย ตาย 55 ราย ATK อีก 1,860 ราย

ยอดโควิด-19 วันนี้ ยังต้องติดตาม หลังพบติดเชื้อใหม่เพิ่มอีก 5,857 ราย ขณะที่ผู้เสียชีวิต 55 ราย ไม่รวม ATK อีก 1,860 ราย สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ไทยนั้นยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ประจำวัน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ล่าสุด วันที่ 24 พ.ย.2564 ภาพรวมของการระบาดยังต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 5,857 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมแล้วจนถึงวันนี้ 2,081,992 ราย ไม่รวม ATK อีก 1,860 ราย สะสม 329,240 ราย อีกทั้งยังมียอดผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง

โดยวันนี้มี ผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 55 ราย ทำให้การระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่เดือน เม.ย.2564 มียอดผู้เสียชีวิตสะสมถึง 20,450 รายแล้ว ขณะที่ภาพรวมของการเสียชีวิตจากสถานการณ์โควิด-19 มีผู้เสียชีวิตรวม 20,541 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานถึงผู้ที่กำลังรักษาตัวอยู่ 81,577 ราย ยอดผู้ที่หายป่วยกลับบ้านแล้ว 7,318 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 เม.ย.2564 จำนวน 1,952,445 ราย

สำหรับสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 สรุปจำนวนการได้รับวัคซีนสะสม จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม ตั้งแต่ 28 ก.พ. – 22 พ.ย. 2564 รวม 89,336,791 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 46,836,876 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 39,403,769 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 3,096,146 ราย

แหล่งข้อมูล : MOPH-IC

เช็คเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบัตรคนจน ลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนแทน

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบัตรคนจน ชัดเจนแล้ว กระทรวงการคลัง เปิดให้ลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนแทน เช็คเงื่อนไขตรวจสอบที่นี่ด่วน

อัพเดทความคืบหน้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบัตรคนจน หลังจาก กรมบัญชีกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง มีนโยบายชัดเจนแล้วจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่อีกรอบภายในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนเงื่อนไขวงเงินรายได้แต่ละครัวเรือน

ขยายสิทธิครัวเรือน 2 แสนบาทต่อปี

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้  นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ว่า ในการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นั้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนแบบเอนกประสงค์แบบใหม่ หรือสมาร์ทการ์ด แทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน

โดยเบื้องต้นได้กำหนดเกณฑ์รายได้ของครอบครัวที่จะนำมาคำนวณสิทธิ คือ ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี จากเดิมที่ใช้เพียงรายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

“เรามีความตั้งใจอยากให้แล้วเสร็จภายในปีนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งที่ประชุมได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปตรวจสอบหลักเกณฑ์ และข้อจำกัดต่างๆ ตามข้อเสนอแนะของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แล้วมาหารือร่วมกันอีกครั้ง หากได้ข้อสรุปจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วที่สุด” นายสันติ กล่าว

เช็คคุณสมบัติเงื่อนไขเบื้องต้น

  • สำหรับคุณสมบัติผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม คือ เป็นผู้มีสัญชาติไทย  อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์  มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ไม่มีหรือมีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. พันธบัตร ตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท
  • ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย ถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน จะต้องมีบ้านหรือทาวเฮ้าส์ พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ส่วนห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร ส่วนกรณีเป็นที่อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร จะต้องมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ หรือในกรณีที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่
  • วางแผนตั้งจุดรับลงทะเบียน เนื่องจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาจไม่มีสมาร์ทโฟน เพื่อคัดกรองบุคคลที่สมควรได้รับสวัสดิการจากรัฐเพิ่มเติมอย่างแท้จริง โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 15 ล้านคน.

แชร์มาจาก: ฐานเศรษฐกิจ

ตรวจสอบเงิน “ประกันรายได้เกษตร” จ่ายส่วนต่าง “ประกันราคาข้าว” งวดที่ 6

ตามที่รัฐบาล ได้อนุมัติโครงการ ประกันรายได้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 รอบที่ 1 งวดแรก ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2564 จาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นเงินเยียวยา ช่วยเหลือชาวนา
 

ล่าสุด กรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามที่คณะอนุกรรมการกำกับดูแล และกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้อนุมัติราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง และการชดเชยส่วนต่างราคา ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2564/65 รอบที่ 1 งวดที่ 6 ไปเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2564 โดยมีมติจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 ที่ระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว ตั้งแต่วันที่ 12-18 พ.ย.2564 จำนวน 5 ชนิด ได้แก่

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี
  • ข้าวเปลือกเจ้า
  • ข้าวเปลือกเหนียว

ข้อ 1. ราคาเกณฑ์อ้างอิง ประจำวันที่ 19 พ.ย.2564 เพื่อใช้ในการชดเชยส่วนต่าง ตามโครงการ “ประกันรายได้เกษตรกร” ผู้ปลูกข้าวปี 2562/63 รอบที่ 1 (งวดที่ 6) ให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 ที่ระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว ระหว่างวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2564
สำหรับข้าวเปลือกชนิดต่าง ๆ ความชื้นไม่เกิน 15% ดังนี้

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 10,871.48 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 4,128.52 บาท 
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 10,295.49 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,704.51 บาท 
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 9,545.67 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,454.33 บาท 
  • ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 7,753.19 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 2,246.81 บาท 
  • ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 7,903.56บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 4,096.44 บาท

ตรวจสอบสถานะขั้นตอน-ช่องทางตรวจสอบเงิน ดังนี้

  1. เข้าสู่เว็บไซต์ chongkho.inbaac.com ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  2. กรอกเลขประจำตัวประชาชน เพื่อใช้ในการเช็คเงินเกษตรกร การเช็คเงินเกษตรกร 2564 เข้าหรือยัง สามารถทราบผลได้ทันที หลังจากกรอกเลขบัตรประชาชน โดยจะมีรายละเอียดของบัญชี จำนวนเงิน และโครงการของเงินช่วยเหลือที่ได้รับ
  3. ตรวจสอบข้อมูลในแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile หลังจากตรวจสอบในเว็บไซต์แล้วเรียบร้อย หากมีข้อมูลขึ้นว่าได้รับเงินโอน สามารถเข้าไปตรวจสอบยอดเงินได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวครอบคลุมกว่า 4.68 ล้านคน โดยประกันรายได้ให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 (รอบที่ 1) กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปลูกข้าวระหว่างวันที่ 1 เม.ย.- 31 ต.ค. 2564 ยกเว้นภาคใต้ ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย. 2564 – 28 ก.พ. 2565

แชร์มาจาก: กรุงเทพธุรกิจ

วันนี้ รับ 1,000 ใครบ้างได้สิทธิ

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบัตรคนจน ล่าสุด 1,000 อีก 2 วัน กรมบัญชีกลาง ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง เติมเงินให้ผู้ถือบัตรใครบ้างได้สิทธิตรวจสอบด่วน

มาตรการเยียวยาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบัตรคนจน กรมบัญชีกลาง ได้โอนเงินตามไทม์ไลน์ให้กับผู้ถือบัตรจำนวน  13.5 ล้านคน ต่อเนื่องในทุกๆ เดือน

สำหรับในเดือนพฤศจิกายนนี้ กรมบัญชีกลาง ได้บริหารจัดการโอนเงินผ่านไปแล้วกว่าครึ่งเดือน โดยโอนเงินตามเงื่อนไขมติ ครม. ดังนี้

 วันที่ 1 พ.ย. (ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้ และไม่สะสมในเดือนถัดไป)

  • วงเงินซื้อสินค้า 700/800 บาทต่อเดือน (เป็นวงเงินเดิม 200/300 บาท และวงเงินจากโครงการเพิ่มกำลังซื้อ 500 บาท)
  •  ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อ 3 เดือน
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประกอบด้วย
  • ค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาทต่อเดือน
  • ค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อเดือน
  • ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ขสมก./ MRT/ BTS และ ARL 500 บาทต่อเดือน (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาศัยอยู่ในเขต กทม. และปริมณฑล)

วันที่ 18  พ.ย.(สามารถกดเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้)

  • เงินคืนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

(สำหรับผู้ถือบัตรฯ ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน)

  •  เงินคืนค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

(สำหรับผู้ถือบัตรฯ ที่ใช้น้ำประปาไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน จะได้รับเงินคืนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท ส่วนที่เกินจาก 100 บาท ผู้ถือบัตรฯ เป็นผู้ชำระเอง)

วันที่ 22 พ.ย. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเบี้ยความพิการรับเงิน 1,000 บาท

  • เพิ่มเงินเบี้ยความพิการ จำนวน 200 บาท ถึงเดือนกันยายน 2565 จากจำนวน 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน  สามารถกดเป็นเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยได้เช่นเดียวกัน.

ขายพรุ่งนี้!พันธบัตรออมทรัพย์ “ออมไปด้วยกัน”ลงทุนเริ่มต้น 1,000 บ.

เปิดขายพรุ่งนี้!พันธบัตรออมทรัพย์ “ออมไปด้วยกัน” วงเงินรวม 7 หมื่นล้านบาท ประชาชนทั่วไป-นิติบุคคลซื้อได้ผ่าน 4 แบงก์ เริ่มลงทุนตั้งแต่ 1,000 บาท ดอกเบี้ยสูงสุด 4 % ตรวจเช็คเงื่อนไข ช่องทางการซื้อที่นี่

รวม 70,000 ล้านบาท ให้กับประชาชนและนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถลงทุนได้ตั้งแต่ 1,000 บาท – ไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง 

สำหรับรายละเอียดของพันธบัตรออมทรัพย์ “ออมไปด้วยกัน” 

1. จำหน่ายให้แก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. – 3 ธ.ค.2564  

  • วงเงิน 55,000 ล้านบาท 2 รุ่นอายุ ได้แก่ รุ่นอายุ 5 ปีอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ยร้อยละ 2.10 ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ยร้อยละ 3.00 ต่อปี ทั้ง 2 รุ่นจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน จำหน่ายทั้งในช่องทางเคาน์เตอร์ ,อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และ โมบาย แบงก์กิ้ง  Mobile Banking ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 4 แห่งได้แก่ ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารกสิกรไทยฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ฯ 

2. จำหน่ายให้แก่นิติบุคคลไม่แสวงหากำไรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ตั้งแต่วันที่  24 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2564 

  • วงเงิน 15,000 ล้านบาท รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.20 ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือนจำหน่ายเฉพาะช่องทางเคาน์เตอร์ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 4 แห่งได้แก่ ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารกสิกรไทยฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ฯ 


อนึ่งธนาคารกรุงไทย ได้เปิดเผยเงื่อนไข-รายละเอียดของของพันธบัตรออมทรัพย์ “ออมไปด้วยกัน” ดังนี้ 


พันธบัตรรุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได

  • ปีที่ 1 : 1.50% ต่อปี
  • ปีที่ 2-4 : 2.00% ต่อปี
  • ปีที่ 5 : 3.00% ต่อปี
  • (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.10% ต่อปี)

พันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได

  • ปีที่ 1-3 : 2.00% ต่อปี
  • ปีที่ 4-5 : 3.00% ต่อปี
  • ปีที่ 6-9 : 3.50% ต่อปี
  • ปีที่ 10 : 4.00% ต่อปี
  • (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.00% ต่อปี)

ลงทุนจำนวน

  • ขั้นต่ำเพียง 1,000บาท ไม่จำกัดวงเงินซื้อสูงสุด และขายได้ในตลาดรอง หลังรับดอกเบี้ยงวดแรกไปแล้ว

เปิดจำหน่าย

  • วันที่ 22 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2564 หรือเมื่อจำหน่ายเต็มวงเงิน

สำหรับประชาชนที่สนใจ มีช่องทางดังนี้ 

  • ผ่านแอปฯ Krungthai NEXT
  • ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

ขั้นตอนในการซื้อพันธบัตรฯ ผ่านแอปฯ Krungthai NEXT

  • เลือกที่เมนู “บริการ”
  • เลือก “พันธบัตรออมทรัพย์”
  • เลือก “รุ่นพันธบัตรฯ” ที่ต้องการจอง
  • ระบุ “จำนวนหน่วยที่จองซื้อ” ตรวจสอบความถูกต้องและ “ยืนยัน” การชำระเงิน

เงื่อนไข

  • สำหรับบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
  • ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินซื้อ
  • ผู้ลงทุนต้องทําความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

แชร์มาจาก: ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดท “โควิดวันนี้” 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด กทม. 756 จับตาสงขลา นครศรีฯ สุราษฎร์ธานี

เกาะติดเช็คอัพเดทล่าสุด “โควิดวันนี้” 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด กทม. ยอด 756 ราย จับตาสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ปัตตานี ชลบุรี ยะลา ตรัง

อัพเดทต่อเนื่อง เกาะติดสถานการณ์ โควิดวันนี้ 21 พ.ย. 64 เกาะติดความคืบหน้า 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด จากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ตรวจสอบ อัพเดท 10 จังหวัดอันดับพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 สูงสุด 

จํานวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศรายใหม่ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 ตรวจสอบ 10 จังหวัดอันดับ

  1. กรุงเทพมหานคร
  2. สงขลา 
  3. นครศรีธรรมราช 
  4. สุราษฎร์ธานี 
  5. สมุทรปราการ 
  6. เชียงใหม่ 
  7. ปัตตานี 
  8. ชลบุรี 
  9. ยะลา 
  10. ตรัง

กรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ยอดติดเชื้อโควิดสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ ตามด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ปัตตานี ชลบุรี ยะลา ตรัง

จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม (28 ก.พ. – 20 พ.ย. 2564)
รวม 88,803,596 โดส ใน 77 จังหวัด
ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 
ยอดฉีดทั่วประเทศ 472,644 โดส
เข็มที่ 1 : 173,934 ราย
เข็มที่ 2 : 265,136 ราย
เข็มที่ 3 : 33,574 ราย
———–
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 46,646,938 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 39,101,640 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 3,055,018 ราย
แหล่งข้อมูล : MOPH-IC ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2564  เวลา 11.30 น.
สถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ
ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564
 ผู้ป่วยรายใหม่ 7,006 ราย
 หายป่วยแล้ว 1,929,497 ราย
 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,035,718 ราย
 เสียชีวิตสะสม 20,293 ราย
————–
ข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563
 หายป่วยแล้ว 1,956,923 ราย
 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,064,581 ราย
 เสียชีวิตสะสม 20,387 ราย

ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 20 พฤศจิกายน 2564
 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 88,803,596 โดส
———–
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 มีผู้รับการฉีดวัคซีน
เข็มที่ 1 จำนวน 173,934 ราย
เข็มที่ 2 จำนวน 265,136 ราย
เข็มที่ 3 จำนวน 33,574 ราย

ที่มา ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19

คลังเปิดเกณฑ์ใหม่รายได้ครอบครัวถือบัตรคนจนไม่เกิน 2 แสนบาท

คลังกำหนดเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 2 แสนบาทจะได้รับบัตรคนจน และให้ใช้บัตรประชาชนแทนบัตรคนจน โดยคนที่ถือบัตรคนจนอยู่แล้ว และคนที่ยังไม่มีบัตร หากต้องการรับสวัสดิการเพิ่มเติม จะต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด คาดเปิดรับลงทะเบียนได้ต้นปีหน้า

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมการลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน)เพิ่มเติมในรอบใหม่ ที่คาดว่าจะเริ่มในต้นปีหน้าว่า ที่ประชุม ซึ่งมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้หารือร่วมกันถึงหลักเกณฑ์ใหม่ ในการพิจารณาผู้ที่สมควรได้รับบัตรคนจน

โดยที่ประชุมเห็นควรที่จะเพิ่มหลักเกณฑ์รายได้ของครอบครัวเข้าไปอยู่ในเกณฑ์การพิจารณาด้วย จากปัจจุบันพิจารณาเฉพาะ รายได้ส่วนบุคคล ที่จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีจึงมีสิทธิได้รับบัตรคนจน

สำหรับหลักเกณฑ์รายได้ครอบครัว ที่จะเป็นหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเข้ามานั้น จะกำหนดว่า ครอบครัวหนึ่งๆ จะต้องมีรายได้ทั้งครอบครัวไม่เกิน 2 แสนบาท จึงมีสิทธิได้รับบัตรคนจน

ตัวอย่างเช่น กรณี ครอบครัวหนึ่งมีสามีและภรรยา ยังไม่มีบุตร สามีมีรายได้ต่อปี 1.5 แสนบาท ภรรยามีรายได้ต่อปี 5 หมื่นบาท กรณีนี้สามีไม่มีสิทธิได้รับบัตรคนจน เพราะรายได้ต่อบุคคลเกิน 1 แสนบาทต่อปี แต่ภรรยามีสิทธิได้รับบัตรคนจน เพราะมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี และรายได้ของครอบครัวไม่เกิน 2 แสนบาทต่อปี

แต่หากกรณี สามีมีรายได้ 2 แสนบาท และภรรยามีรายได้ 9 หมื่นบาท แม้กรณีนี้ภรรยาจะมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่เมื่อใช้เกณฑ์ครอบครัวพิจารณาแล้ว ครอบครัวนี้มีรายได้ต่อคนเกิน 1 แสนบาทต่อปี ดังนั้น ภรรยาจึงไม่มีสิทธิได้รับบัตรคนจน

แต่ในกรณีนี้ หากครอบครัวนี้มีบุตร ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี 1 คน เมื่อเอาจำนวนคนในครอบครัวหาร กับรายได้ต่อปีของทั้งครอบครัวแล้ว แต่ละคนจะมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ดังนั้น ภรรยามีสิทธิได้รับบัตรคนจน

 ทั้งนี้ นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ที่กำหนดให้คนไทยทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับบัตรคนจน ภายใต้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่กำหนด

โดยผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินในบัตรรายละ 300 บาท กรณีที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 3 หมื่นบาท และได้รับวงเงิน 200 บาท กรณีมีรายได้เกิน 3 หมื่นบาทแต่ไม่เกิน 1 แสนบาท รวมถึงวงเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะอีกคนละ 500 บาท เป็นต้น

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้ใช้บัตรประชาชน แทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ผู้ที่ได้รับสิทธิไม่จำเป็นต้องถือบัตรหลายใบ

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงในเรื่องหลักเกณฑ์อื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องรายได้  ส่วนในเรื่องการถือครองที่ดิน ที่เป็นโฉนด  ก็ให้รวมถึงการถือครองแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์อีกด้วย เช่น การถือครองที่ดินประเภท สปก. เป็นต้น

เขากล่าวว่า เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์แล้วเสร็จ กระทรวงการคลังจะต้องเสนอให้ ครม.อนุมัติ เพื่อประกาศใช้ ซึ่งกระทรวงการคลังอยากเร่งให้สามารถได้ภายในปีนี้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี และเมื่อประกาศใช้แล้ว กระทรวงการคลังคาดว่า จะสามารถเริ่มลงทะเบียนรอบใหม่ได้ภายในต้นปีหน้า โดยคนที่ถือบัตรอยู่แล้ว และคนที่ยังไม่มีบัตร หากต้องการรับสวัสดิการ จะต้องมาลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด

แชร์ข่าวมาจาก: กรุงเทพธุรกิจ

ใช้บัตรประชาชน แทน “บัตรคนจน” รอบใหม่

เคาะใช้บัตรประชาชน แทน “บัตรสวัสดิการรัฐ” ที่จะเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ พร้อมสั่ง สศค. เร่งพิจารณาวงเงินรายได้ครอบครัวที่จะนำมาใช้คำนวณรับสัทธิ เบื้องต้นไม่เกิน 200,000 บาท กำชับทุกฝ่ายเร่งทำงาน หวังมอบให้เป็นของขวัญประชาชนปีใหม่นี้

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ว่า ในการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นั้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนแบบเอนกประสงค์แบบใหม่ หรือสมาร์ทการ์ด แทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ให้รอบคอบอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้ตรงจุดมากที่สุด  โดยเบื้องต้นได้กำหนดเกณฑ์รายได้ของครอบครัวที่จะนำมาคำนวณสิทธิ คือ ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี จากเดิมที่ใช้เพียงรายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

โดยยกตัวอย่างการคำนวณรายได้ครอบครัว คือ สามี มีรายได้ 150,000 บาท ภรรยามีรายได้ 50,000 บาท เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับ 200,000 บาทต่อปี ถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ แต่หากครอบครัวนั้นมีลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี 1 คน เมื่อนำรายได้ของสามีและภรรยามารวมกัน คือ 200,000 บาท แล้วหารด้วย 3 คน คือ พ่อ แม่ ลูก จะทำให้เหลือรายได้ตกคนละ 66,666 บาทต่อปี จะถือว่าภรรยาเข้าเกณฑ์เป็นผู้รับสิทธิบัตรคนจน ขณะที่สามีหรือพ่อจะถือว่ารายได้เกินเกณฑ์แต่เริ่มแรก และลูกซึ่งยังอายุต่ำกว่า 18 ปี จึงถือว่าทั้ง 2 คน ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิ

“เรามีความตั้งใจอยากให้แล้วเสร็จภายในปีนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งที่ประชุมได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปตรวจสอบหลักเกณฑ์ และข้อจำกัดต่างๆ ตามข้อเสนอแนะของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แล้วมาหารือร่วมกันอีกครั้ง หากได้ข้อสรุปจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วที่สุด” นายสันติ กล่าว

ขณะที่คุณสมบัติผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม คือ เป็นผู้มีสัญชาติไทย  อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์  มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ไม่มีหรือมีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. พันธบัตร ตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท

ขณะเดียวกันต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย ถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน จะต้องมีบ้านหรือทาวเฮ้าส์ พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ส่วนห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร ส่วนกรณีเป็นที่อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร จะต้องมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ หรือในกรณีที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่

แชร์มาจาก: ฐานเศรษฐกิจ