AstraZeneca 1.7 ล้านโดสจากสยามไบโอไซเอนซ์มาไม่ทัน พ.ค.

การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียในพื้นที่เขตหลักสี่ ทำให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีน AstraZeneca ซึ่งมีประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ดี และโชคดีที่วัคซีนตัวนี้คือวัคซีนหลักที่ใช้ในประเทศไทย ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ มีแผนการส่งมอบทั้งหมดรวม 61 ล้านโดส แต่แล้วสัญญาณอันตรายก็เริ่มมาถึง เมื่อปรากฏว่าหลายโรงพยาบาลประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca

การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียในพื้นที่เขตหลักสี่ ทำให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 มากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีน AstraZeneca ซึ่งมีประสิทธิผลในการป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ดี และโชคดีที่วัคซีนตัวนี้คือวัคซีนหลักที่ใช้ในประเทศไทย ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ มีแผนการส่งมอบทั้งหมดรวม 61 ล้านโดส แต่แล้วสัญญาณอันตรายก็เริ่มมาถึง เมื่อปรากฏว่าหลายโรงพยาบาลประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca

โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ประกาศขอเลื่อนวันรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2564 ออกไปก่อน (รับการฉีดเข็มที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2564) พร้อมระบุว่า “เมื่อได้รับวัคซีนมา ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีเฉพาะวัคซีน Sinovac ให้บริการประชาชนเท่านั้น และเมื่อได้รับการจัดสรรวัคซีน AstraZeneca มาเพิ่มเติมแล้ว จะประกาศแจ้งให้ทุกท่านทราบอีกครั้ง

ขณะที่ สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ โดนกรมควบคุมโรคเทในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่รับปากว่าจะให้วัคซีนแก่บุคลากรของธรรมศาสตร์ – สวทช. และเอไอที อยู่ๆ ก็บอกว่าวันนี้ไม่มีแล้ว เพราะมีใครๆ มาขอวัคซีนเยอะแยะไปหมด จนไม่มีให้ตามที่ตกลงกันไว้”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดคำถามขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์หรือไม่ เพราะตามแผนการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงต่อสาธารณชนก่อนหน้านี้ระบุว่า วัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยจะมีประมาณ 61 ล้านโดส แบ่งการส่งมอบเป็น

  • เดือนพฤษภาคม 1.7 ล้านโดส
  • เดือนมิถุนายน 4.3 ล้านโดส
  • เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เดือนละ 10 ล้านโดส
  • และเดือนธันวาคม 5 ล้านโดส

สาธิต ปิตุเตชะ รัฐฒนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1.7 ล้านโดสยังไม่ได้มีการส่งมอบในเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะกำหนดการเดิมจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 6 ล้านโดส แต่เราไปขอเขาให้ส่งล่วงหน้า 1.7 ล้านโดส เพิ่มเติมจากล็อตก่อนหน้านี้ที่ส่งมาจากเกาหลีใต้ 1.17 แสนโดส ซึ่งเดิมทีเขาจะส่งให้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องค่าเบี่ยงเบนตามเอกสารนิดหน่อย ทำให้อาจต้องไปส่งมอบเดือนมิถุนายนทีเดียว ซึ่งมองในมุมบวกคือบริษัทเขาทำตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ตอนนี้ยังมั่นใจว่าการส่งมอบจะเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมที่ทำไว้ แต่ส่วนที่มีปัญหาไม่สามารถส่งมอบได้ 1.7 ล้านโดสเป็นส่วนของ Earlier Delivery ซึ่งเขาอาจจะยังไม่ให้ความสำคัญมากนัก 

ส่วนกรณีที่หลายโรงพยาบาลเลื่อนการฉีดวัคซีน AstraZeneca ไป ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ได้ แต่ว่าการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุขจะส่งมอบตามยอดที่ขอมา ซึ่งต่อไปจะเป็นเรื่องที่แต่ละสถานให้บริการจะจัดการเอาเอง ตัวอย่างเช่น ในอนาคตจะส่งมอบให้กรุงเทพมหานคร  2.5 ล้านโดส ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัดการการฉีดวัคซีนเอง

ที่มา: THE STANDARD

พบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่ตากใบ นราธิวาส

Preview in new tab

วันนี้ (22 พฤษภาคม) มีการเปิดเผยรายงานสำหรับประชาคมวิทยาศาสตร์ถึงการระบาดในประเทศของเชื้อโควิด-19 สายตระกูล B.1.351 (20H/501Y.V2) ณ วันที่ 22 พฤษภาคม ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการระบาดในประเทศของเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สายตระกูล B.1.351 (20H/501Y.V2) หรือที่มักเรียกกันในสื่อว่าเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ 

ทางกลุ่มพันธมิตร COVID-19 Network Investigations (CONI) ได้รับการประสานจากทางกระทรวงสาธารณสุขให้ร่วมสืบสวนคลัสเตอร์ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยได้รับข้อมูลว่าอาจเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อต่อเนื่องในประเทศไทยจากผู้ลักลอบเข้าเมือง จากการถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนมพบว่าเป็นเชื้อสายตระกูล B.1.351 

ทางกลุ่มได้ส่งต่อข้อมูลทั้งหมดให้กับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในระดับภูมิภาคและระดับชาติเพื่อสื่อสารกับประชาชนต่อไป 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มขอสื่อสารข้อมูลชุดนี้ให้ประชาคมวิทยาศาสตร์เพื่อร่วมกันติดตาม เฝ้าระวัง และพัฒนาวิธีป้องกันรักษาโรค

  1. ตัวอย่างชุดนี้จัดเก็บโดยทางกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ทางกลุ่มได้รับตัวอย่างเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมและคัดเลือกมา 3 ตัวอย่าง เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนม โดยตำแหน่งที่ถอดได้มีลำดับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมตรงกับสายตระกูล B.1.351 ตามระบบ PANGO
  1. การถอดรหัสใช้วิธี MinION ของ Oxford Nanopore Technologies โดยมาจากวิธี Amplicon Sequencing ของ ARTIC Network ผ่านการวิเคราะห์โดย Workflow ของ COG-UK และระบบ QC ของกลุ่ม ด้วยทรัพยากร Supercomputer จาก ThaiSC TARA
  1. Genomic Coverage ของ 3 ตัวอย่างอยู่ที่ 85.01%, 90.11% และ 84.93% ตามลำดับ

ปกติวิธีที่ใช้จะได้ Coverage ประมาณ 95-98% แต่ตัวอย่างน่าจะมีการเสื่อมสลายระหว่างขนส่ง เพราะวิธีการอื่นที่ใช้วิเคราะห์ตัวอย่างนี้ก็มีปัญหาคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ดี ตำแหน่งที่ได้เพียงพอต่อการกำหนดสายตระกูล ทางทีมถอดรหัสจะใช้วิธีการ Illumine เพื่อเพิ่ม Coverage ของตัวอย่างชุดนี้ต่อไป

  1. ทางกลุ่มจะนำข้อมูล BKKCOVID721 ที่ได้เข้าสู่ระบบ GISAID และจะรวมเข้าไปใน Nextstrain Build รอบถัดไป พร้อมทั้งติดตามต้นตอการระบาดด้วยวิธี Maximum-likelihood และ Bayesian Analyses

โดยปกติทางกลุ่มจะนำเสนอข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขและนำข้อมูลเข้า GISAID โดยตรง แต่เนื่องจากข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญ ทางกลุ่มจึงนำมาแสดงต่อประชาคมวิทยาศาสตร์ทันที

  1. เชื้อสายตระกูล B.1.351 มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่คาดว่ามีผลกระทบต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ต่อไวรัส และลดประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีน แต่มิได้แปลว่าวัคซีนจะใช้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มอัตราส่วนประชากรผู้ได้รับวัคซีนให้สูงขึ้นเพื่อเกิดการป้องกันระดับประชากร

ทางกลุ่ม CONI ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่สังกัดสถาบันในไทยและต่างประเทศ ทางกลุ่มทำการถอดรหัสโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขสืบสวนโรคและติดตามการระบาดในระดับประชากร

สำหรับข้อมูลดังกล่าวจัดเตรียมโดยนักวิทยาศาสตร์ 9 คน ซึ่งตอนท้ายเอกสารระบุว่า ความเห็นประกอบข้อมูลดังกล่าวมิใช่ของต้นสังกัด

ที่มา: THE STANDARD

ตารางการฉีดวัคซีนโควิดของประเทศไทยให้ครบ 100 ล้านเข็ม ภายในสิ้นปี 2564

จากสถานการณ์โควิดระบาดทั่วโลกอย่างกว้างขวางและรุนแรง ส่งผลกระทบกับมนุษยชาติทุกประเทศ ไม่แตกต่างกันเลยนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีเศษ ก็เหลือความหวังที่สำคัญคือ การฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่(Herd Immunity) อย่างน้อย 60-70% ของประชากรโลก

จึงจะสามารยุติหรือยับยั้งการระบาดขนาดใหญ่ได้ (แต่จะยังมีการระบาดประปรายเป็นโรคประจำถิ่นเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ต่อไป)

ประเทศไทยก็อยู่ในบริบทเดียวกัน ยิ่งเมื่อเกิดการระบาดระลอกที่สาม ที่มีความกว้างขวางรุนแรงด้วยแล้ว วัคซีนก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในวันนี้ (20 พฤษภาคม 2564) มีผู้ติดเชื้อสะสมระลอกสามแล้ว 90,722 คน และเสียชีวิตในระลอกที่สาม 609 คนการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จึงเป็นมาตรการที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่างๆเกี่ยวกับวัคซีนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับข้อมูลวิชาการของวัคซีน การขึ้นของระดับภูมิคุ้มกัน การทิ้งระยะเวลาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มสอง

มาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อจัดทำตารางดังกล่าวเพื่อให้เห็นแนวทางความเป็นไปได้ ของความสำเร็จในการฉีดวัคซีน 100 ล้านเข็ม สำหรับประชากร 50 ล้านคน (70% ของประชากรทั้งประเทศ) จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในปี 2564 ดังนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

1) วัคซีน Sinovac ฉีดสองเข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ จึงจะป้องกันโรคได้ หลังจากฉีดเข็มที่สองไปแล้ว สัปดาห์

2) วัคซีน AstraZeneca ฉีดเข็มแรกแล้ว 4 สัปดาห์ จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ สามารถไปฉีดกระตุ้นเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 12-16 สัปดาห์ (3-4 เดือน) และพบว่าการฉีดกระตุ้นเข็มสองที่ห่างออกไป จะได้ภูมิคุ้มกัน สูงกว่าการฉีดกระตุ้นเข็มสองที่ 4 สัปดาห์

3) ขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีน Sinovac 4 ล้านเข็ม และสิ้นเดือนนี้จะมาอีก 2 ล้านเข็ม รวมเป็น 6 ล้านเข็ม 

4) วัคซีน AstraZeneca ที่บริษัทสยามไบโอซายน์ผลิตได้ 61 ล้านเข็ม จะทยอยส่งมอบเดือนมิถุนายน 6 ล้านเข็ม กรกฎาคมถึงพฤศจิกายนเดือนละ 10 ล้านเข็ม และธันวาคม 5 ล้านเข็ม 

5) จะมีวัคซีนเสริมเข้ามาปลายปีในช่วงไตรมาสสี่ ประกอบด้วยบริษัท Pfizer ,Johnson & Johnson, Sputnik V, Moderna และจะมี Sinovac ปิดท้ายในเดือนธันวาคม 2564 รวมแล้ว 35 ล้านเข็ม 

6) ศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่จะฉีดวัคซีนได้ เฉลี่ยทุกโรงพยาบาลฉีดได้วันละ 500 เข็ม มีโรงพยาบาลของรัฐ 1000 โรง จะฉีดได้วันละ 5 แสนเข็มเป็นขั้นต่ำ สามารถระดมกำลังการฉีดเพิ่ม หรือภาคเอกชนมาร่วมฉีด ก็จะได้มากยิ่งขึ้น จากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว ลองมาดูตารางประกอบการฉีดวัคซีน 100 ล้านเข็มดังนี้

พฤษภาคม 2564 วัคซีน Sinovac 6 ล้านเข็ม จะฉีดให้กับประชาชนได้ 3 ล้านคน เพราะทุกคนต้องฉีดสองเข็มจึงจะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้มิถุนายน 2564 วัคซีน AstraZeneca 6 ล้านเข็ม ฉีดให้กับประชาชนได้ 6 ล้านคน ไม่ใช่ฉีดได้ 3 ล้านคน เพราะการฉีดกระตุ้นเข็มสองจะไปฉีดในอีก 3-4 เดือนถัดมา วัคซีนทั้ง 6 ล้านเข็ม จึงกระจายไปฉีดได้ทั้ง 6 ล้านคน กรกฎาคมและสิงหาคม 2564 มีวัคซีน AstraZeneca ส่งมอบเดือนละ 10 ล้านเข็ม ก็จะฉีดได้เดือนละ 10 ล้านคน กันยายน 2564 วัคซีน AstraZeneca 10 ล้านเข็ม จะฉีดคนใหม่เข็มหนึ่งได้ 4 ล้านคน ส่วนอีก 6 ล้านเข็มต้องไปฉีดกระตุ้นเข็มสองให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีน 6 ล้านคนในเดือนมิถุนายน  ตุลาคมและพฤศจิกายน 2564 วัคซีนจำนวน 10 ล้านเข็ม จะเป็นการฉีดกระตุ้นเข็มสองให้กับผู้ที่ฉีดในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม ธันวาคม 2564 วัคซีน AstraZeneca จำนวน 5 ล้านเข็ม โดยจะมีวัคซีนเสริมที่ไม่ใช่ Sinovac และ AstraZeneca เข้ามาในไตรมาส 3-4 คือในเดือนกันยายนถึงธันวาคม และจะมีวัคซีนของบริษัท Johnson & Johnson ที่ฉีดเพียงเข็มเดียวเข้ามาด้วย 

จึงทำให้สามารถสรุปได้ดังนี้ 

1) สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 จะสามารถฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งได้ถึง 19 ล้านคน คิดเป็น 27% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญมากเพราะมีการศึกษาพบว่า ถ้าประชากรฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งมากกว่า 25% จะสามารถชะลอการติดเชื้อรายใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการยุติการระบาดใหญ่นั้น จะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

2) สิ้นเดือนกันยายน 2564 ตามแผนนี้ จะฉีดวัคซีนได้กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศคือ 54%  

3) สิ้นธันวาคม 2564 จะฉีดวัคซีนได้ทั้งสิ้น 100 ล้านเข็มหรือ 50 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ โดยที่ศักยภาพในการฉีดนั้น จะเริ่มต้นที่

มิถุนายนวันละ 2 แสนเข็ม หรือ 6 ล้านคนต่อเดือน เดือนกรกฎาคมเป็นวันละ 3.3 แสนเข็ม หรือ 10 ล้านเข็มต่อเดือน และขยับขึ้นสูงสุดในเดือนกันยายนเป็นต้นไป วันละ 6.6 แสนเข็ม หรือเดือนละ 20 ล้านเข็ม

บทวิเคราะห์นี้

ประมาณการมาจากข้อมูลการแถลงจากท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข ความแม่นยำอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง 

ทั้งนี้มีตัวแปรที่สำคัญ ประกอบด้วย

1)การผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอซายน์ จะต้องส่งวัคซีนตามกำหนดเวลา

2) บริษัทวัคซีนนำเข้าอีกห้าบริษัทที่เสริมนั้น เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ในเบื้องต้น

3) มีประชาชนสนใจที่จะฉีดวัคซีนได้ถึง 70% ของจำนวนประชากรทุกคนจึงควรร่วมแรงร่วมใจ ศึกษาหาข้อมูล ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องวัคซีน ทั้งประสิทธิผล ผลข้างเคียง และประโยชน์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่อันจะส่งผลดีกับประเทศชาติในอนาคตแล้วร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน รับวัคซีนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย

เปลี่ยนแผนฉีดวัคซีน จาก Walk in เป็นลงทะเบียน On-site นายกฯ ย้ำปรับตามสถานการณ์ ช่องทางนี้เป็นบริการเสริม

วันนี้ (20 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีนที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลมีแผนการกระจายวัคซีน 3 ช่องทางคือ

1. ระบบหมอพร้อม ซึ่งที่ผ่านมาเปิดให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคลงทะเบียน ขณะนี้มียอดลงทะเบียนแล้ว 7.4 ล้านคน โดยเป็นการลงทะเบียนในกรุงเทพมหานครแล้วกว่า 8 แสนคน และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปอายุต่ำกว่า 60 ปี ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ซึ่งข้อดีคือประชาชนสามารถเลือกวันเวลาและสถานที่ได้เอง 

2. การลงทะเบียน ณ จุดบริการ หรือ On-site Registration ช่องทางนี้ปรับจากการเรียกว่า Walk in เนื่องจากหากใช้คำว่า Walk in แล้ว อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าทุกคนที่เดินทางไปจะได้ฉีดในวันนั้น จนอาจเกิดปัญหาตามมาได้ แต่การลงทะเบียน ณ จุดบริการจะมีระบบรองรับ และแจ้งประชาชนเมื่อเดินทางไปลงทะเบียนว่า มีวัคซีนสนับสนุนเพียงพอ ณ จุดบริการในวันนั้นหรือไม่ หากพร้อมฉีดแต่วัคซีนไม่พอในวันนั้นก็สามารถทำการลงทะเบียนเพื่อนัดฉีดในวันอื่นได้ โดยไม่ต้องเสียเวลามารอฉีดอีกในวันต่อไป แต่สามารถมาฉีดได้เลยตามที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ขอย้ำว่าช่องทางนี้เป็นบริการเสริม 

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทาง กทม. ได้จัดให้มีการกระจายจุดบริการวัคซีนทั่วพื้นที่ในโรงพยาบาล สถานพยาบาล และหน่วยงาน จำนวน 231 แห่ง นอกจากนี้ยังได้เตรียมสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลอีก 25 แห่ง โดยเตรียมความพร้อมจัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่จะเดินทางมาสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้เปิดทดลองระบบแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ 1. เซ็นทรัล ลาดพร้าว 2. สามย่านมิตรทาวน์ 3. เดอะมอลล์ บางกะปิ และ 4. บิ๊กซี บางบอน 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ถ้าหากในแต่ละจุดที่บริการมีวัคซีนเพียงพอในแต่ละวัน และมีวัคซีนสำรองเนื่องจากมีคนที่นัดแล้วแต่ไม่ได้มาฉีดตามนัดอยู่บ้าง รัฐบาลก็มีแผนในการเปิดการฉีดวัคซีนแบบ Walk in ได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดและความรุนแรงนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมีการระบาดหลายคลัสเตอร์ในหลายพื้นที่ และเป็นสาเหตุให้นายกรัฐมนตรีมีความจำเป็นต้องตัดสินใจปรับแผนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนบริการหลักยังเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม และการ Walk in จะเป็นบริการเสริมในช่วงนี้

3. การจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเฉพาะ หรือการกระจายวัคซีนเชิงยุทธศาสตร์ เน้นจัดสรรวัคซีนไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต เช่น บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อสม. ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พนักงานด้านการบิน ครู อาจารย์ ผู้ขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์สาธารณะ พนักงานรถไฟและรถไฟฟ้า พนักงานในโรงแรม คณะผู้แทนการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ นักธุรกิจและนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ บุคลากรในโรงงาน คนพิการ พนักงานภาคบริการอาหารและยา และกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้การใช้ชีวิตและเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยประชาชนกลุ่มนี้สามารถติดต่อนัดหมายผ่านสถานพยาบาล หรือ อสม. ได้โดยตรง หรือหากเป็นกลุ่มบุคคลหรือสมาคมที่มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถยื่นเรื่องต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาจัดสรรวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่ฉีดต่อไป 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรียังมีนโยบายให้เตรียมการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตั้งแต่ต้นเดือน มิถุนายนนี้ โดยกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และภาคเอกชนจะร่วมมือกัน สนับสนุนให้บุคลากรกลุ่มนี้ฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม การผลิต และภาคบริการ ฟื้นตัวได้โดยเร็ว นอกจากนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายระดมฉีดวัคซีนแบบปูพรมใน กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ให้ได้อย่างน้อย 5 ล้านคน หรือ 70% ของประชากร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ภายใน 2 เดือนนี้ (มิถุนายน-กรกฎาคม 2564) และฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั้งประเทศให้ครบ 50 ล้านคนภายในปี 2564

ที่มา: THE STANDARD

ตัวเลขจองวัคซีน “โควิด-19” ผ่าน “หมอพร้อม” ล่าสุดจองแล้ว 7.2 ล้านคน

“หมอพร้อม” เปิดตัวเลขยอดจองวัคซีนโควิด-19 “แอสตราเซเนกา” สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ล่าสุด 7,223,169 ราย

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 2564 เฟซบุ๊ก “หมอพร้อม” เปิดเผยจำนวนตัวเลขการจองวัคซีน โควิด-19 แอสตราเซเนกา สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง จำนวนการจองคิวฉีดวัคซีนสะสมรวม 7,223,169 ราย แบ่งเป็น จำนวนการจองคิวฉีดวัคซีน กรุงเทพมหานคร 783,625 ราย จำนวนการจองคิวฉีดวัคซีน ต่างจังหวัด 6,439,544 ราย.

เตรียมเปิดสถานีกลางบางซื่อฉีดวัคซีน ตั้งแต่ 09.00-20.00 น. รองรับวันละหมื่นราย เริ่มวอล์กอิน 1 มิถุนายนนี้

วันนี้ (17 พฤษภาคม) ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขถึงการใช้พื้นที่ภายในสถานีกลางบางซื่อฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบวอล์กอินให้บุคลากรด่านหน้า และผู้ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท (สังกัดกระทรวงคมนาคม) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เบื้องต้นระหว่างวันที่ 24-31 พฤษภาคมนี้ ส่วนผู้ขับรถแท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ขับขี่รถขนส่งสาธารณะทุกประเภท ในระบบกรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้ประสานให้มาฉีดในช่วงวันดังกล่าวเช่นกัน

โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป จะให้บริการกับประชาชนทั่วไปแบบวอล์กอินระหว่างเวลา 09.00-20.00 น. ให้บริการทุกวันจนถึงสิ้นปี 2564 มี สธ. เป็นผู้รับผิดชอบวัคซีนและบุคลากรทางการแพทย์ที่จะมาให้บริการ ส่วนกระทรวงคมนาคมจะรับผิดชอบสถานที่ คาดว่าจะสามารถรองรับประชาชนที่รับบริการกว่า 10,000 คนต่อวัน ซึ่งประชาชนสามารถเดินทางมาลงทะเบียนที่สถานีกลางบางซื่อ เพียงยื่นบัตรประชาชน รับบัตรคิว ทราบช่วงเวลาที่จะได้รับวัคซีนได้ทันทีทั้งนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม กระทรวงคมนาคมจะตรวจความเรียบร้อยก่อนเปิดให้บริการจริง นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้จัดรถโดยสารปรับอากาศเพื่อวิ่งวนรับประชาชนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต, สถานีรถไฟฟ้า MRT จตุจักร, สถานีรถตู้ บขส. และจากท่าน้ำบางโพ มาที่สถานีกลางบางซื่อ พร้อมประสาน รฟม. ให้เปิดทางเดินเชื่อมจากสถานีรถไฟฟ้า MRT บางซื่อ มายังสถานีกลางบางซื่อ เพื่ออำนวยสะดวกให้ประชาชนเดินทางมารับบริการได้ง่ายขึ้น

ที่มา: THE STANDARD

“หมอพร้อม”เปิดกลุ่มประชาชนทั่วไปอายุ 18-59ปี จองคิวฉีดวัคซีน 31 พ.ค.นี้

เปิดตัวเลขจองคิวฉีดวัคซีนโควิด “ 2 กลุ่มเป้าหมายแรก” ผู้สูงอายุ 60 ปีและ 7 โรคเรื้อรัง ล่าสุดเวลา 08.00 น. วันที่ 16 พ.ค. จองสะสม สะสม 5,743,991ราย เป็นกรุงเทพมหานคร 688,723ราย และต่างจังหวัด 5,054,268 ราย ส่วนประชาชนทั่วไปอายุ 18-59 ปี เริ่มจองได้ 31 พ.ค. เพื่อรอให้รพ.ต่างๆ เปิดระบบให้เรียบร้อย

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2564 เฟซบุ๊ก “หมอพร้อม” เปิดเผย สรุปข้อมูลการจองคิวฉีดวัดซีนโควิด-19 สำหรับประชาชนใน 2 กลุ่มเป้าหมายแรก คือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ผ่านแพลตฟอร์มหมอพร้อม ทั้งไลน์บัญชีทางการและแอพพลิเคชั่น ซึ่งระบุว่า การจองคิวฉีดวัคซีน ข้อมูลวันที่ 16 พ.ค. เวลา 08.00 น. มีการจองสะสม 5,743,991ราย เป็นกรุงเทพมหานคร 688,723ราย และต่างจังหวัด 5,054,268 ราย

นอกจากนี้ ยังระบุว่า กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18-59 ปีขึ้นไป จะสามารถจองคิวฉีดวัคซีนผ่านระบบหมอพร้อมได้ตั้งแต่ 31 พ.ค.2564 เป็นต้นไป

แหล่งข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  จากที่มีกำหนดภายในเดือนมิ.ย.จะมีวัคซีนแอสตราเซเนกาส่งมอบ 6 ล้านโดสแรก ในจำนวนนี้จะมีการจัดสรรไปเพื่อฉีดในกรณีฉุกเฉิน การฉีดสำหรับหน่วยบริการ รวมถึงการวอล์กอิน(Walk in)ราว 2 ล้านโดส จึงจัดสรรผ่านหมอพร้อมในเดือนมิ.ย. ราว 4 ล้านโดส ขณะนี้คิวจองฉีดในเดือนมิ.ย.จึงเต็มแล้ว แต่ประชาชนยังสามารถจองคิวได้ตลอดแต่วันที่จะได้ฉีดคือในเดือน ก.ค.  ส่วนที่ระบบหมอพร้อมยังเปิดให้กลุ่มประชาชนทั่วไป อายุ 18-59ปี จองยังไม่ได้ตอนนี้ แต่จะให้เริ่มได้ในวันที่ 31 พ.ค. เพราะต้องให้เวลารพ.ต่างๆเปิดระบบจองคิวในกลุ่มประชาชนทั่วไปก่อน 

นั่งร้านอาหาร ได้ถึง 3 ทุ่ม – มาตรการผ่อนคลาย พื้นที่แดงเข้ม

ศบค.  เริ่ม มาตรการผ่อนคลาย ให้พื้นที่แดงเข้ม นั่งร้านอาหาร ได้ถึง 3 ทุ่ม ปรับพื้นที่สีแดงเข้มใหม่ (พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด) เหลือ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ตัด “เชียงใหม่ และชลบุรี” ออกหลังสถานการณ์ดีขึ้น มีผลวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

มาตรการผ่อนคลาย นั่งร้านอาหาร

ที่ประชุม ศบค. ได้ประชุมหารือหลักการและหลักเกณฑ์การผ่อนคลายสำหรับร้านอาหาร เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม ตามระดับของพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วประเทศ

มาตรการผ่อนคลาย นั่งร้านอาหาร ในแต่ละพื้นที่ควบคุม แบ่งระดับเป็นดังนี้

  • พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด : นั่งกินในร้านอาหารได้ไม่เกิน 25% ไม่เกินเวลา 21.00 น. (สามทุ่ม) และซื้อกลับบ้านได้ ไม่เกิน 23.00 น. (ห้าทุ่ม)
  • พื้นที่ควบคุมสูงสุด 17 จังหวัด : นั่งกินในร้านอาหารได้ ไม่เกิน 23.00 น. (ห้าทุ่ม)
  • พื้นที่ควบคุม 56 จังหวัด : นั่งกินในร้านอาหารได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ทุกพื้นที่ควบคุมทั้ง 3 ระดับ ยังคงห้ามเรื่องการดื่มสุราในร้าน โดยให้เหตุผลว่าการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ เป็นแหล่งของการทำให้เกิดการติดต่อของโรคโควิด-19 ได้

ศบค. เปิดเผยว่าการบังคับใช้มาตรการผ่อนคลายใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้สั่งการมาให้ทำให้เร็วที่สุด โดยจะมีผลใช้บังคับวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

การปรับระดับพื้นที่ควบคุมใหม่ทั่วประเทศ

ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศปก.ศบค. ได้มีมติเห็นชอบถึงการปรับระดับพื้นที่ควบคุมทั่วประเทศ โดยตัด “เชียงใหม่ และชลบุรี” ออกจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดออกไป หลังสถานการณ์เริ่มดีขึ้น และได้มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ดังนี้

พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด

“พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด” ปรับลดลงจาก 6 จังหวัด เหลือ 4 จังหวัด (ตัด เชียงใหม่ และชลบุรี ออก)

  1. กรุงเทพมหานคร
  2. นนทบุรี
  3. ปทุมธานี
  4. สมุทรปราการ

จังหวัดเชียงใหม่จะถูกจัดระดับใหม่เป็น “พื้นที่ควบคุม” ส่วนจังหวัดชลบุรีจะถูกจัดระดับเป็น “พื้นที่ควบคุมสูงสุด”

มาตรการควบคุมร้านอาหารในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. โดยจำกัดจำนวนผู้นั่งบริโภคในร้านได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนที่นั่งปกติ ห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน และให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของการนำไปบริโภคที่อื่นได้จนถึงเวลา 23.00 น. ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบการจัดให้มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้อง การจัดระเบียบผู้เข้าใช้บริการ และการเว้นระยะห่างตามคำแนะนำและมาตรการที่ทางราชการกำหนด

พื้นที่ควบคุมสูงสุด 17 จังหวัด

“พื้นที่ควบคุมสูงสุด” ปรับเพิ่มขึ้นจาก 16 จังหวัด เป็น 17 จังหวัด (เพิ่ม ชลบุรี ซึ่งมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด)

  1. กาญจนบุรี
  2. ชลบุรี (ใหม่)
  3. ฉะเชิงเทรา
  4. ตาก
  5. นครปฐม
  6. นครศรีธรรมราช
  7. นราธิวาส
  8. ประจวบคีรีขันธ์
  9. พระนครศรีอยุธยา
  10. เพชรบุรี
  11. ยะลา
  12. ระนอง
  13. ระยอง
  14. ราชบุรี
  15. สมุทสาคร
  16. สงขลา
  17. สุราษฎร์ธานี

มาตรการควบคุมร้านอาหารในพื้นที่ควบคุมสูงสุด

ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. โดยห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบการจัดให้มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้อง การจัดระเบียบผู้เข้าใช้บริการ และการเว้นระยะห่างตามคำแนะนำและมาตรการที่ทางราชการกำหนด

พื้นที่ควบคุม 56 จังหวัด

“พื้นที่ควบคุม” ปรับเพิ่มขึ้นจาก 55 จังหวัด เป็น 56 จังหวัด (เพิ่ม เชียงใหม่ ซึ่งมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด)

  1. กระบี่
  2. กาฬสินธุ์
  3. กำแพงเพชร
  4. ขอนแก่น
  5. จันทบุรี
  6. ชัยภูมิ
  7. ชัยนาท
  8. ชุมพร
  9. เชียงราย
  10. เชียงใหม่ (ใหม่)
  11. ตรัง
  12. ตราด
  13. นครนายก
  14. นครพนม
  15. นครราชสีมา
  16. นครสวรรค์
  17. น่าน
  18. หนองคาย
  19. บึงกาฬ
  20. บุรีรัมย์
  21. ปราจีนบุรี
  22. ปัตตานี
  23. พังงา
  24. พัทลุง
  25. พะเยา
  26. พิจิตร
  27. พิษณุโลก
  28. เพชรบูรณ์
  29. แพร่
  30. ภูเก็ต
  31. มหาสารคาม
  32. มุกดาหาร
  33. แม่ฮ่องสอน
  34. ยโสธร
  35. ร้อยเอ็ด
  36. ลพบุรี
  37. ลำปาง
  38. ลำพูน
  39. เลย
  40. ศรีสะเกษ
  41. สกลนคร
  42. สตูล
  43. สระแก้ว
  44. สระบุรี
  45. สมุทรสงคราม
  46. สิงห์บุรี
  47. สุโขทัย
  48. สุพรรณบุรี
  49. สุรินทร์
  50. หนองบัวลำภู
  51. อ่างทอง
  52. อุดรธานี
  53. อุตรดิตถ์
  54. อุทัยธานี
  55. อุบลราชธานี
  56. อำนาจเจริญ

มาตรการควบคุมร้านอาหารในพื้นที่ควบคุม

ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ภายในกำหนดเวลาปกติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน

พื้นที่เฝ้าระวังสูง 0 จังหวัด

ปัจจุบันยังไม่มีจังหวัดใดอยู่ในระดับพื้นที่เฝ้าระวังสูง

พื้นที่เฝ้าระวัง 0 จังหวัด

ปัจจุบันยังไม่มีจังหวัดใดอยู่ในระดับพื้นที่เฝ้าระวัง

ตอบข้อสงสัย “หมอพร้อม” เพื่อให้ “ทุกคนพร้อม” จองฉีดวัคซีนโควิด 19

วัคซีนโควิด 19 ความหวังที่ทุกคนในประเทศรอคอย เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนที่ผ่านมาในอดีต ได้มาพร้อมกับ “หมอพร้อม” ระบบลงทะเบียนขอสิทธิ์การฉีดวัคซีนผ่านทาง Line Official Account (Line OA) และ Mobile application ซึ่งอาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับบางคน รวมถึงมีเงื่อนไข และข้อมูลต่างๆ ที่ทำให้มีคำถามตามมามากมาย

เพื่อให้ความหวังการฉีดวัคซีนนี้สมหวัง เราจึงรวบรวมคำถาม และคำตอบอย่างสรุป ให้เข้าใจได้มากขึ้น

ขั้นตอนการใช้งาน Line Official Account “หมอพร้อม” เวอร์ชั่น 2 จาก ศูนย์ประสานงานข้อมูลหมอพร้อม (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 4 พฤษภาคม 2564)

Q1: องค์ประกอบการลงทะเบียน “หมอพร้อม” รอบแรก มีอะไรบ้าง?

คำตอบ: สำหรับการลงทะเบียน “หมอพร้อม” รอบแรก จะมีองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกันตามลำดับ คือ

  1. ท่านที่มีรายชื่อเป็นกลุ่มเป้าหมายผู้รับวัคซีน (whitelist) ซึ่งโรงพยาบาลที่ท่านใช้บริการส่งข้อมูลของท่านให้กับส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุขแล้วเท่านั้น!
  2. สถานที่ที่ท่านเลือกจะไปฉีดวัคซีน (สถานที่เดียวกับที่ส่งสิทธิ์ของท่านไปที่ส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุข อาจจะมีหลายแห่งก็ได้) “เปิดรับ (Slot) ฉีดวัคซีน” ซึ่งเป็นสิทธิ์ของโรงพยาบาลนั้นๆ
  3. ลงทะเบียนผ่าน Line OA ของ “หมอพร้อม” หรือ Mobile application “หมอพร้อม”​ โดยสามารถให้ผู้อื่นช่วยลงทะเบียนแทนได้

แต่หากท่านเป็นผู้ที่มีรายชื่อเป็นกลุ่มเป้าหมายผู้รับวัคซีน (whitelist) และไม่สามารถลงทะเบียนผ่านระบบมือถือ หรือไม่สะดวกลงทะเบียนผ่านระบบมือถือ ท่านสามารถติดต่อไปที่โรงพยาบาลที่ท่านรักษาเป็นประจำได้โดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

Q2: ใครมีสิทธิ์ลงทะเบียนหมอพร้อม “รอบแรก”

คำตอบ: ในรอบนี้จะเป็นกลุ่มผู้ที่เป็น 7 โรคเรื้อรัง* และ กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งเป็นอันดับที่ 3 และ 4 จากการเรียงตาม 5 รายชื่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับวัคซีน (whitelist) ของทางกระทรวงสาธารณสุข ที่จัดเรียงตามลำดับความสำคัญของกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดอาการป่วยรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด 19 โดย 5 รายชื่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับวัคซีน (whitelist) นี้คือ

  1. บุคลากรทางการแพทย์ (จำนวน 1.2 ล้านคน)
  2. บุคลากรด่านหน้า เช่น ทหาร ตำรวจ (จำนวน 1.8 ล้านคน)
  3. กลุ่มผู้ที่เป็น 7 โรคเรื้อรัง* ได้แก่ (จำนวน 4.4 ล้านคน)
  4. กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (จำนวน 11.7 ล้านคน)
  5. ประชาชนที่เหลือ (จำนวน 31 ล้านคน)

*โรคเรื้อรัง 7 โรค ได้แก่
1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหอบหืดที่ควบคุมได้ไม่ดี
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด
3. โรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 5 (ระยะสุดท้าย)
4. โรคหลอดเลือดสมอง
5. โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด รังสีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด
6. โรคเบาหวาน
7. โรคอ้วน (น้ำหนัก > 100 กิโลกรัม หรือ BMI > 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)

Q3: สิทธิ์รอบแรกมาจากไหน?

คำตอบ: รายชื่อในระบบได้มาจากโรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 1,000 แห่ง ส่งข้อมูลมาให้กับส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ทราบว่าใครเป็นกลุ่มผู้เป็นโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

เนื่องจากปริมาณข้อมูลมากและมาจากหลายแหล่ง จึงอาจมีโอกาสส่งผลให้ข้อมูลตกหล่นได้ ซึ่งหากใครเข้าข่ายในกลุ่มทั้ง 2 แต่ไม่พบรายชื่อ ให้ทำการแจ้งโรงพยาบาลที่ท่านมีประวัติการรักษาส่งรายชื่อท่านไปที่ส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง เพื่อให้สามารถลงทะเบียนได้ต่อไป

Q4: ลงทะเบียนได้กี่ช่องทาง?

คำตอบ: มี 3 ช่องทาง โดยเลือกเพียง 1 ช่องทาง คือ

  1. Line OA หมอพร้อม
  2. Mobile application หมอพร้อม
  3. ติดต่อโดยตรงกับโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่ หรือ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือ อสม.

Q5: ถ้ารายชื่อตกหล่น ต้องทำอย่างไร?

คำตอบ: ถ้าพบว่ารายชื่อตกหล่น ให้ติดต่อไปที่โรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา เพื่อให้โรงพยาบาลส่งข้อมูลของท่านให้ส่วนกลางกระทรวงสาธารณสุข

Q6: ต้องรีบจองหรือไม่? เพราะกลัวจะเต็มจำนวน

คำตอบ: ไม่ต้องรีบ ในการฉีดวัคซีนรอบแรกนี้ (มิถุนายน ถึง กรกฎาคม 2564) มีวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ที่จัดหาไว้ทั้งสิ้น 16 ล้านโดส ซึ่งจะครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มแรกของกลุ่มเป้าหมายในรอบนี้ที่มีอยู่ประมาณ 16 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้วางแผนจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมเป้าหมายทั้งสิ้นที่ 50 ล้านคน (70% ของประชากร) ภายในสิ้นปีนี้

Q7: “หมอพร้อม” รอบนี้ฉีดยี่ห้ออะไร?

คำตอบ: ได้รับวัคซีนยี่ห้อ แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จํากัด ของประเทศไทย สำหรับทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ที่เป็น 7 โรคเรื้อรัง และ กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ศึกษาเพิ่มเติม วัคซีนโควิด 19 ฉบับอัปเดตล่าสุด

Q8: วัคซีนโควิด 19 เข็มที่ 1 และ 2 ฉีดคนละยี่ห้อได้ไหม?

คำตอบ: สามารถฉีดได้ แต่ไม่แนะนำ ยกเว้นกรณีแพทย์เห็นว่าจำเป็นจะต้องเปลี่ยนยี่ห้อในการฉีด เนื่องจากเมื่อท่านได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ระบบจะทำการจองวัน เวลา และสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ให้ทันที หากท่านมีการเปลี่ยนแปลงยี่ห้อวัคซีนที่จะฉีด จะส่งผลให้ได้รับการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าออกไป

Q9: ลงทะเบียน “หมอพร้อม” รอบแรกภายในเมื่อไหร่? และฉีดวัคซีนเมื่อไหร่?

คำตอบ: ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2564 หรือจนกว่าวัคซีนจะมา และสามารถกำหนดวันฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ซึ่งจะเป็นวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จํากัด ของประเทศไทย

Q10: รอบประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนได้เมื่อไหร่? และฉีดวัคซีนได้เมื่อไหร่?

คำตอบ: รอบประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายของรายชื่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับวัคซีน (whitelist) คาดว่าจะเปิดให้จองสิทธิ์เดือนกรกฎาคม และสามารถฉีดวัคซีนได้ในเดือนสิงหาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่เหลือ และการจัดสรรวัคซีนได้เพิ่มเติม

Q11: ลงทะเบียนได้ 24 ชม. หรือไม่? และมีวันสิ้นสุดหรือไม่?

คำตอบ: สามารถลงทะเบียนได้ 24 ชม. จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 หรือจนกว่าวัคซีนจะมา

Q12: รู้ได้ยังไงว่าลงทะเบียนแล้วสำเร็จ?

คำตอบ: ถ้าท่านลงทะเบียนและกำหนดสถานที่ วัน เวลาฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว จะมีการส่งข้อมูลจากระบบยืนยันกลับให้ท่านทันที

Q13: ลงทะเบียนแล้วไปฉีดที่ไหนได้บ้าง? และโรงพยาบาลเปิดให้ฉีดวัคซีนได้จำนวนเท่าไร?

คำตอบ: หากท่านลงทะเบียนได้ ก็จะสามารถเลือกสถานที่รับการฉีดวัคซีนได้ตามที่ปรากฏบน Line OA หมอพร้อม หรือ Mobile application หมอพร้อม เช่น โรงพยาบาลที่ท่านรักษาเป็นประจำ เป็นต้น

โดยแต่ละโรงพยาบาลรองรับการฉีดวัคซีนได้ดังนี้

  • โรงพยาบาลขนาดเล็ก 360 คน/วัน
  • โรงพยาบาลขนาดใหญ่ 600 คน/วัน

แต่ในส่วนของโรงพยาบาลสนาม ไม่ได้เปิดให้ฉีดวัคซีน ขอให้ประชาชนไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากมีประวัติอยู่แล้ว เพราะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาจมีความเสี่ยงหากต้องไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลสนาม

Q14: ลงทะเบียน แต่เลือกรพ.ไม่ได้ และเลือกเวลาไม่ได้ ต้องแก้ไขยังไง?

คำตอบ: แสดงว่าท่านเป็นผู้มีสิทธิ์ แต่โรงพยาบาลที่ท่านเลือกไม่เปิดรับการฉีดวัคซีน หรืออาจมีการปิดรับการฉีดวัคซีน เนื่องจากโควต้าคิวที่จองเต็มแล้ว อาจต้องเลือกโรงพยาบาลอื่น หรือรอจนกว่าโรงพยาบาลที่ท่านต้องการไปฉีด เปิดรับอีกครั้ง

Q15: บัตรประชาชนเป็นแบบเก่า ไม่มีเลขหลังบัตร (Laser ID) ลงทะเบียนอย่างไร?

คำตอบ: หากท่านเป็นกลุ่มที่มีสิทธิ์ สามารถติดต่อโรงพยาบาลที่ท่านมีประวัติการรักษา หรืออสม. ที่ดูแลท่าน

Q16: ผู้ที่เป็นโรคอ้วน แต่ไม่มีประวัติในโรงพยาบาล ลงทะเบียนอย่างไร?

คำตอบ: ผู้ที่เป็นโรคอ้วน (น้ำหนัก > 100 กิโลกรัม หรือ BMI > 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ถือว่าอยู่ในรายชื่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับวัคซีน (whitelist) ที่เป็น 7 โรคเรื้อรัง แต่อาจไม่มีประวัติในโรงพยาบาล เพราะอาจไปรักษาที่คลินิกต่างๆ

ท่านสามารถติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้านได้โดยตรง เพื่อให้โรงพยาบาลนั้นๆ แจ้งสิทธิ์ของท่านให้กับส่วนกลางกระทรวงสาธารณสุข

Q17: วันที่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

คำตอบ: เอกสารที่ต้องใช้ คือ

  1. บัตรประจำตัวประชาชน
  2. หน้า application หมอพร้อม ที่ยืนยันการรับวัคซีน หรือ เอกสารการนัดรับวัคซีน กรณีลงทะเบียนผ่านโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่ หรือ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือ อสม.

Q18: รับวัคซีนแล้ว กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติก่อน New Normal ได้เลยไหม?

คำตอบ: เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ร่างกายจะได้รับการกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาหลังจากรับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งยังคงมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโควิด-19 แล้วเกิดอาการป่วยได้ แต่จะลดอาการป่วยรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตลง จึงขอแนะนำให้ทุกท่านยังคงใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะมีประกาศจากทางกระทรวงสาธารณสุข

หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ “หมอพร้อม” สอบถามได้ที่ 0-2792-2333
อ้างอิงข้อมูล:
– นพ.พงศธร แจงทุกข้อสงสัย ลงทะเบียน “หมอพร้อม” ทำไมลงยากลงเย็น (คลิปการให้สัมภาษณ์ link)
– ศูนย์ประสานงานข้อมูล “หมอพร้อม”

ที่มา: โรงพยาบาลพระรามเก้า

ขั้นตอน ‘ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด’ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เปิดขั้นตอน “ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด” ต้องทำอย่างไรบ้าง? พร้อมเปิดไทม์ไลน์การลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด กลุ่มไหนได้ลงทะเบียนจองคิวเมื่อไร และได้ฉีดเมื่อไร?

“วัคซีนโควิด” หนึ่งในความหวังของการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุข ได้อัพเดทแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เวอร์ชั่น 2 เพื่อรองรับการ “ลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด” ของประชาชนทั่วไป ซึ่งครอบคลุมทั้งช่องทางไลน์ออฟฟิเชียล (LINE Official Account) และแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม รวมถึงยังสามารถไปติดต่อได้ที่โรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา และ 3.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่

โดยเบื้องต้นมีการแบ่งกลุ่มช่วงเวลาของการลงทะเบียนฉีดวัคซีนไว้หลักๆ คือ รอบแรก เปิดให้ 2 กลุ่มที่สามารถเข้ามาลงทะเบียน ได้แก่ 1.ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดอาการป่วยรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19

ซึ่งใน 2 กลุ่มแรกนี้จะเริ่มเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ในการรับวัคซีนรอบแรกนี้ (มิ.ย. – ก.ค. 64) จะเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) 16 ล้านโดส ซึ่งจะครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มแรกของกลุ่มประชากรเป้าหมายในรอบนี้ที่มีอยู่ประมาณ 16 ล้านคน

ขณะที่ประชาชนทั่วไป อายุ 18-59 ปี สามารถเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และจะได้เริ่มเข้ารับวัคซีนตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป 

หากผู้ที่ต้องการเข้ามาลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิดในไลน์ออฟฟิเชียลของหมอพร้อม จำเป็นต้องเข้าไปที่แอพพลิเคชั่นไลน์ กดเพิ่มเพื่อน LINE OA หมอพร้อม เพื่อลงทะเบียนเข้าใช้งานหมอพร้อมก่อน ด้วยการกรอกข้อมูลเบื้องต้นก่อน แต่ถ้าผู้ใดที่ลงทะเบียนข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้ว ก็สามารถไปสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ดังนี้

1.กดเมนูจองฉีดวัคซีนโควิด-19

2.กดจอง

3.กดรับสิทธิ

4.ทำแบบคัดกรอง และกดบันทึก

5.หน้าจอแสดงการบันทึกข้อมูลคัดกรองเรียบร้อยและกดยินยอม 

6.เลือกโรงพยาบาล วัน และเวลา เพื่อจองฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งหากดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะแสดงข้อความว่า “จองฉีดวัคซีนสำเร็จแล้ว” 

7.ข้อความยืนยันนัดหมายการรับวัคซีนโควิด-19

ทั้งนี้เมื่อจองผู้ที่ดำเนินการไปแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลการจอง ทั้งโรงพยาบาล วันและเวลาได้ 

นอกจากนี้หากผู้ที่จองฉีดวัคซีนสำเร็จแล้ว ก่อนถึงวันนัดหมายฉีดวัคซีน 1 วัน ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเมื่อฉีดเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับข้อความยืนยันการฉีดวัคซีน และใบแจ้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันมีแบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ด้วย 

เช่นเดียวกัน ก่อนถึงวันนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ก่อนหน้า 1 วัน ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และเมื่อฉีดเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับข้อความยืนยันการฉีดวัคซีน และใบแจ้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันมีแบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ด้วย

ทั้งนี้เมื่อฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว จะได้ใบรับรองการฉีดวัคซีน สามารถสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข 

ไขข้อข้องใจประเด็นอื่นๆ

1.หากเป็นกลุ่มเป้าหมายในระยะแรก แต่ไม่สามารถลงทะเบียนหมอพร้อมได้ จะทำอย่างไร?

ตอบ : ติดต่อโรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา เพื่อยืนยันและเพิ่มชื่อเข้าระบบ จากนั้นลงทะเบียนจองคิววัคซีนผ่านโรงพยาบาลหรือผ่านหมอพร้อม 

2.ผู้สูงอายุที่มีบัตรประชาชน ไม่มี Laser ID ต้องทำอย่างไร?

ตอบ : ติดต่อโรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา หรือ อสม.ที่ดูแล

3.ข้อมูลส่วนตัวที่แสดงไม่ตรงกับข้อมูลในปัจจุบัน จะทำอย่างไร?

ตอบ : เลือกที่เมนูแก้ไขข้อมูลส่วนตัว และกรอกข้อมูลส่วนตัวตามความเป็นจริงในปัจจุบันให้ถูกต้อง และกดบันทึก

4.ลงทะเบียนเลขบัตรประชาชนผิด เลขบัตรไม่ตรงกับชื่อ-นามสกุลที่แท้จริงจะทำอย่างไร?

ตอบ : ติดต่อศูนย์ประสานงานข้อมูลหมอพร้อม โทร 02-792-2333 เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูล

5.เลือกโรงพยาบาลแล้ว แต่เลือกวันจองคิวฉีดวัคซีนไม่ได้ จะทำอย่างไร?

ตอบ : เนื่องจากการกำหนดวันจองคิว เป็นไปตามการบริหารจัดการของแต่ละโรงพยาบาล หากโรงพยาบาลที่ต้องการยังไม่เปิดให้จองคิว ต้องติดต่อโรงพยาบาลโดยตรง หรือเลือกโรงพยาบาลอื่น

อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้หมอพร้อม สามารถสอบถามได้ที่ 02-590-1493, 02-590-1495, 02-590-1497 และ 02-590-1206 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ