ข่าสาร

ศบค. ยืนยัน ฉีดวัคซีนนักเรียนมีข้อมูลวิจัยมาตรฐานรองรับ ชี้การฉีดไม่ใช่เงื่อนไขเปิดโรงเรียน อยู่ที่มาตรการอื่นๆ ด้วย

วันนี้ (8 ตุลาคม) ณ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด โดย นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ไทยระบาดเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว โดยมีรายงานการฉีดวัคซีนในวันนี้ 9 แสนกว่าโดส ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศฉีดไปแล้วรวมกว่า 58 ล้านโดส ขณะที่หลังมีการ Kick Off ฉีดวัคซีน Pfizer ในนักเรียนและนักศึกษาอายุตั้งแต่ 12-17 ปี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นมา มีการฉีดไปแล้ว 150,190 ราย โดยยังรอรายงานเข้ามาให้ครบถ้วนอีกครั้ง

นพ.เฉวตสรร ยังกล่าวถึงกระแสข่าวกรณี #ไฟเซอร์นักเรียน ที่กำลังปรากฏในโซเชียลมีเดียถึงความกังวลในการฉีดวัคซีน mRNA ที่จะส่งผลอันตรายต่อร่างการหลังฉีดใน 2-3 ปี และ Fake News ต่างๆ ว่า มีการวิจัยตามมาตรฐาน ประเทศผู้ผลิตก็มีการวิจัยและมีการฉีดเป็นจำนวนมาก ไม่มีทางที่จะก่อผลอันตราย เรามีการศึกษาตรวจสอบเป็นอย่างดี จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อ ขอติดตามแหล่งข้อมูลของทางการหรือแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง

ส่วนประเด็นที่บางพื้นที่บอกว่า มีนักเรียนได้รับแจ้งให้เดินทางกลับหลังมารอคิวฉีดวัคซีนโดยยังไม่ได้ฉีด นพ.เศวตรฉรรยืนยันว่า วัคซีนสำหรับนักเรียนมีเพียงพอ ในส่วนของการจัดส่งรอบแรก 1.8 ล้านโดส ส่วนพื้นที่ต่างๆ แจ้งความจำนงเข้ามา 3.6 ล้านคน ส่วนที่ 1.8 ล้านโดสเมื่อส่งถึงพื้นที่ก็จะมีการทำแผนและทยอยฉีด ซึ่งสัปดาห์นี้ก็มีการกระจายออกไปอีก 1.5 ล้านโดส เพราะฉะนั้นจะมีการทยอยกระจายวัคซีนลงพื้นที่ไปเรื่อยๆ ขอให้มั่นใจ ขณะที่การจัดการในพื้นที่บางครั้ง อาจจะมีการนัดหมายมาเป็นลำดับตามความเหมาะสม ตามความพร้อม อาจจะไม่ได้ฉีดพร้อมๆกันหมดทุกคนได้ ภายในวันสองวันเวลาสั้นๆ “แต่วัคซีนมีเพียงพออย่างแน่นอน” นพ.เฉวตรศรรกล่าว

นพ.เฉวตสรร กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการฉีดวัคซีนของนักเรียนไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไปกำหนดว่าเปิดหรือไม่เปิดโรงเรียน เพราะมาตรการสำคัญได้มีการกำหนดแนวทางไว้เรียบร้อยและชัดเจนแล้วว่า จะอยู่ที่โรงเรียนทำมาตรการได้เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ซึ่งมาตรการดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมกันศึกษาเป็นแนวทางไว้แล้ว ทั้งมาตรการที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมอากาศถ่ายเทได้ดี มาตรการกิจกรรมที่จะทำให้นักเรียนไม่มีการรวมกลุ่ม ไม่มีการจัดแข่งขันกีฬา หรือทำกิจกรรมที่มีคนหนาแน่น ทำให้มีโอกาสตะโกนแล้วเกิดการฟุ้งกระจายต่างๆ รวมถึงการให้ใส่หน้ากากตลอดเวลา นอกจากนี้บุคลากรของโรงเรียนก็ต้องได้รับวัคซีนกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่จะใช้ประกอบการพิจารณาในการเปิดโรงเรียน 

“ไม่ใช่เรื่องของการฉีดวัคซีนได้เท่าไร แต่ทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในพื้นที่ แล้วก็ดูรายละเอียดมาตรการว่าดำเนินการได้ดีแล้วหรือยัง” นพ.เฉวตสรร กล่าวในที่สุด

แชร์มาจาก: Thestandard