Written by 12:17 pm ข่าวสาร, โควิดวันนี้

รวม 326 ราย ศพผู้ตายจากวัคซีนโควิด

ในระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด นอกจากผู้ที่เสียชีวิตจากโควิด โดยตรงแล้ว ยังมีรายงานผลข้างเคียงของวัคซีน จนกระทั่งแท้จริงแล้ว มีการเสียชีวิตอย่างมากด้วย

รายงานเหล่านี้ ทั้งจากประชาชน จากแพทย์ ผู้ดูแลผู้ป่วย ถูกมองข้าม ทั้งนี้ ด้วยหลักการและความเชื่อที่ว่าวัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ จนกระทั่งแม้ว่าติดก็จะมีอาการไม่มากและป้องกันการเสียชีวิตได้จนถึงป้องกันการเกิดลองโควิด และการที่เจ็บป่วยหรือมีการเสียชีวิตจากวัคซีนนั้น มีปริมาณสัดส่วนน้อยมากกับประโยชน์ของวัคซีนที่ให้ทั้งโลก…แม้ในระยะต่อมา มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ซึ่งให้ข้อมูลอีกด้าน กลับถูกมองไปว่าเป็นกลุ่มต่อต้านวัคซีน โดยไม่ได้พิจารณาถึงข้อมูลและหลักฐานให้ชัดเจน และประการสำคัญก็คือในผู้เสียชีวิตนั้นไม่ได้รับการชันสูตรศพจึงไม่สามารถหาความเชื่อมโยงได้ชัดเจน

รายงานนี้ มีคณะทำงาน ประกอบไปด้วย แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน จากเยล จากสถาบันมะเร็ง (Cross cancer institute) แคนาดา องค์กรอิสระ จากสหรัฐฯ ได้ร่วมกันวิเคราะห์และรายงานในคลังฐานข้อมูล Zenodo ที่ดำเนินการภายใต้สหภาพยุโรป โปรแกรม openAIRE และองค์กร CERN (European Organization for Nuclear Research) เพื่อส่งเสริมทางเชื่อมโยงการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน… รายงานนี้ รวบรวมการศึกษาที่มีรายงานมาล่วงหน้าจนกระทั่งถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2023 ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนโควิดและตาย หลังจากที่มีการกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดจาก 678 รายการ พบว่ามี 44 รายงาน ที่มีการวินิจฉัย โดยมีการชันสูตรศพด้วย โดยมี 325 รายและอีกหนึ่งราย เป็นการพิสูจน์ชิ้นเนื้อ

โดยจุดประสงค์เพื่อที่จะให้หลักฐานว่า วัคซีนโควิดเป็นสาเหตุตรงหรือเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เสียชีวิต และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่วงการแพทย์เพื่อให้เข้าใจในลักษณะอาการหรือกลุ่มอาการที่วัคซีนโควิดก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงได้

ระบบที่เสียหายและเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดจนถึงเสียชีวิตนั้น ประกอบไปด้วย ระบบหัวใจและหลอดเลือด 53% ระบบทางโลหิตวิทยา 17% ระบบทางเดินหายใจ 8% และมีหลายระบบเสียหายร่วมกัน 7% ทั้งนี้ 21 รายในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวมีอวัยวะที่ได้รับผลกระทบสามระบบหรือมากกว่า โดยที่ 302 รายเกิดจากระบบอวัยวะเดียว สามรายเกิดจากสองระบบ แปดรายเกิดขึ้นในสามระบบและ 13 รายเกิดขึ้นในสี่ระบบหรือมากกว่า

ระยะเวลาจากที่ได้รับวัคซีนจนกระทั่งเสียชีวิตโดยเฉลี่ย 14.3 วัน และผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเจ็ดวันหลังจากที่ได้รับวัคซีน 240 รายหรือ 73.9% ได้มีการพิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดจากความสัมพันธ์กับเงื่อนไขเวลา ความเป็นไปได้ในการอธิบายจากกลไกทางการกำเนิดพยาธิสภาพ และลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นซ้ำๆกันในหลายรายงาน เป็นต้น

ประเด็นจากรายงานนี้ ควรจะได้รับการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถประเมิน ไม่ใช่แต่ประโยชน์หรือประสิทธิภาพของวัคซีน แต่ต้องเป็นความปลอดภัยสูงสุดของวัคซีน และมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะมีการบังคับฉีดวัคซีนในแทบทุกอายุ และมีกลไกในการเซ็นเซอร์ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงของวัคซีน ดังที่มีการสอบสวนในรัฐสภาสหรัฐฯในขณะนี้ ที่เปิดโปงหน่วยงานของรัฐ และบริษัทที่มีอิทธิพลต่อสื่อ รวมกระทั่งถึงมีโปรแกรม AI ที่พัฒนาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯและนำมาใช้ตรวจตรา ตรวจสอบบทความข้อมูลและในสื่อ เพื่อที่จะตอบโต้และดิสเครดิตทั้งหมด และมีการยอมรับจากการสอบสวนจากการ ที่มีกฎหมายความโปร่งใสของข้อมูลมากำกับ…จากผู้เสียชีวิตทั้งหมดที่มีการชันสูตรศพทั้งร่าง 325 ราย และชิ้นเนื้อหัวใจ 1 ราย เป็นหญิง 139 ราย (42.6%) อายุโดยเฉลี่ย 70.4 ปี 41% ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 37% ได้รับวัคซีนซิโนแวค 13% แอสตราเซเนกา 7% โมเดอร์นา 1% Johnson และ Johnson และอีก 1% ซิโนฟาร์ม

รายงานนี้สอดคล้องกับหลายรายงานที่มีการศึกษาการเสียชีวิตที่มากขึ้นอย่างผิดปกติหลังจากได้รับวัคซีน Pantazatos และ Seligmann พบว่าการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (increased mortality) ผิดปกติและน่าจะเกี่ยวเนื่องกับวัคซีน ภายในห้าสัปดาห์หลังได้รับวัคซีนในทุกกลุ่มอายุ เป็นจำนวน 146,000 ถึง 187,000 รายในสหรัฐอเมริกา ระหว่างกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมปี 2021 Skidmore ประเมินว่าประมาณ 278,000 รายอาจจะเสียชีวิตจากโควิดวัคซีนในสหรัฐฯเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2021

การเกิดมะเร็งจาก mRNA วัคซีนที่ปรับแต่งนี้ยังสามารถอธิบายได้จากการที่มีการยับยั้ง IRF7 และ 9 อีกด้วย รวมทั้งการอักเสบ และเป็นส่วนที่ควรจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการตายที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยอธิบายไม่ได้… รายงานรายละเอียดของวิธีการวินิจฉัยทั้งหมดของทุกราย สามารถดูได้จาก supplemental table โดยที่ผู้ตาย แม้ว่าจะมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูงคือ 70 ปี แต่มีอายุตั้งแต่ 14 รวมระหว่างช่วง 20 ถึง 30 และตั้งแต่ 30 ถึง 50 และอายุมากกว่านั้น

จุดมุ่งหมายของวัคซีนอยู่ที่การป้องกันโรคและช่วยชีวิตเป็นสำคัญ ไม่ใช่ก่อให้เกิดโรค และตายในคนแข็งแรงและคนที่เปราะบาง.

โควิดสายพันธุ์ใหม่ 2024 ‘Covid JN.1’ พัฒนามาจากสายพันธุ์โอมิครอน

แชร์มาจาก: ไทยรัฐ

(Visited 11 times, 1 visits today)
Close