Written by 10:06 am ข่าวสาร

เริ่มเข้าบัญชีแล้ว โอน “เงินช่วยชาวนา” ไร่ละ 1,000 บาท

“ภูมิธรรม” กดปุ่มโอน เงินเกษตรกร หรือ เงินช่วยชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 20,000 บาทต่อราย เริ่มวันนี้ถึง 2 ธ.ค.66 เช็กที่นี่จังหวัดได้วันไหน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ Kick Off มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 

ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน โดยจะมีการจ่ายเป็น 5 งวด (28 พ.ย. – 2 ธ.ค.66) เริ่มจ่ายวันนี้ (28 พ.ย.66) เป็นวันแรกครอบคลุม 21 จังหวัด จนถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2566 จึงจะครบทั้ง 77 จังหวัด กรอบวงเงินรวมกว่า 54,336 ล้านบาท ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

รัฐบาลตั้งใจที่จะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ท่าน ความร่วมมือครั้งนี้ สำเร็จได้เพราะพี่น้องเกษตรกรและตัวแทนชาวนาช่วยกัน วันนี้เป็นวันแรกที่โอนเงินได้และเมื่อครบ 5 วันก็ครบทั้งประเทศ ปีต่อไปให้มาลงทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต อนาคตเราจะเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตใช้เทคโนโลยีมาเสริมให้ผลผลิตสูงขึ้น จะได้เอาเงินก้อนนี้มาแก้ไขปัญหาต่างๆได้มากขึ้นให้ผลผลิตต่อไร่ดีกว่านี้ ความสำเร็จในครั้งนี้ได้ความร่วมมือจากทุกพรรคที่เกี่ยวข้อง ขอให้เกษตรกรมีกำลังใจ 

สำหรับการจ่ายเงินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 แบ่งเป็น 5 งวด ประกอบด้วย

  • งวดที่ 1 จ่ายวันที่ 28 พ.ย.66 จำนวน 21 จังหวัด คือ หนองบัวลำภู เลย นครสวรรค์พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ตาก เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ เชียงใหม่ น่าน ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลพบุรีและกรุงเทพฯ
  • งวดที่ 2 จ่ายวันที่ 29 พ.ย.66 จำนวน 8 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี นครพนม หนองคาย มุกดาหารและบึงกาฬ
  • งวดที่ 3 จ่ายวันที่ 30 พ.ย.66 จำนวน 5 จังหวัด คือ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์  ชัยภูมิและยโสธร
  • งวดที่ 4 จ่ายวันที่ 1 ธ.ค.66 จำนวน 5 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ขอนแก่นและกาฬสินธุ์
  • และงวดที่ 5 จ่ายวันที่ 2 ธ.ค.66 จำนวน 38 จังหวัด คือ อยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี ปทุมธานี  สระบุรี อ่างทอง นนทบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ จันทบุรี ตราด สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ชุมพร ภูเก็ต กระบี่ ระนองและพังงา 

ซึ่งเกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่านบริการ BAAC Connect ทาง Line: BAAC Family อีกด้วย

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาลที่ให้เงินไร่ละ 1,000 แก่เกษตรกร ขอบคุณท่านรองนายกฯ และทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกร  ชาวนาทุกคนฝากขอบคุณท่าน ราคาข้าว 1-2 วันนี้ ขึ้นมาเป็นตันละ 13,000 บาท เป็นโอกาสดีของชาวนา เป็นระยะเวลา 17 ปี เพิ่งจะมีรัฐบาลชุดนี้ที่ราคาขึ้นมาสูง ข้าวขาวตันละ 10,000 กว่าบาท ข้าวเหนียว ตันละ 10,000 กว่าบาท ข้าวหอมมะลิ ตันละ 10,000 กว่าบาท ทำให้ชาวนาพออยู่ได้

ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า วันนี้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) จะมีการเสนอโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2566/67 โดยจะช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในอัตรา 4% ใช้งบประมาณ 780 ล้านบาท จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในโอกาสแรกก่อน 

ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บอกเสริมว่า ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รัฐบาลได้มอบนโยบายในการจัดทำมาตรการคู่ขนาน เพื่อดูแลและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกแบบครบวงจร ได้แก่

1. สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2566/67 วงเงินรวม 34,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าว โดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและราคาตกต่ำ โดยรัฐบาลรับภาระในการชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร และ ธ.ก.ส. ยังพร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกให้เกษตรกรอีก 1,500 บาทต่อตัน กรณีเกษตรกรเก็บข้าวเอง ได้รับ 1,500 บาทต่อตัน

กรณีเกษตรกรฝากข้าวกับสถาบันเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับ 500 บาทต่อตัน และสถาบันฯ จะได้รับ 1,000 บาทต่อตัน สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อย สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีได้ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)

2. สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2566/67 วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยสหกรณ์การเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชนที่ประกอบธุรกิจรวบรวมข้าวจากเกษตรกรสมาชิก และเกษตรกรทั่วไป โดยสถาบันฯ ชำระดอกเบี้ยเพียง ร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนที่เหลือรัฐบาลรับภาระชำระแทน

(Visited 29 times, 1 visits today)
Close