ตารางการฉีดวัคซีนโควิดของประเทศไทยให้ครบ 100 ล้านเข็ม ภายในสิ้นปี 2564

จากสถานการณ์โควิดระบาดทั่วโลกอย่างกว้างขวางและรุนแรง ส่งผลกระทบกับมนุษยชาติทุกประเทศ ไม่แตกต่างกันเลยนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีเศษ ก็เหลือความหวังที่สำคัญคือ การฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่(Herd Immunity) อย่างน้อย 60-70% ของประชากรโลก

จึงจะสามารยุติหรือยับยั้งการระบาดขนาดใหญ่ได้ (แต่จะยังมีการระบาดประปรายเป็นโรคประจำถิ่นเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ต่อไป)

ประเทศไทยก็อยู่ในบริบทเดียวกัน ยิ่งเมื่อเกิดการระบาดระลอกที่สาม ที่มีความกว้างขวางรุนแรงด้วยแล้ว วัคซีนก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในวันนี้ (20 พฤษภาคม 2564) มีผู้ติดเชื้อสะสมระลอกสามแล้ว 90,722 คน และเสียชีวิตในระลอกที่สาม 609 คนการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จึงเป็นมาตรการที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่างๆเกี่ยวกับวัคซีนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับข้อมูลวิชาการของวัคซีน การขึ้นของระดับภูมิคุ้มกัน การทิ้งระยะเวลาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มสอง

มาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อจัดทำตารางดังกล่าวเพื่อให้เห็นแนวทางความเป็นไปได้ ของความสำเร็จในการฉีดวัคซีน 100 ล้านเข็ม สำหรับประชากร 50 ล้านคน (70% ของประชากรทั้งประเทศ) จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในปี 2564 ดังนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

1) วัคซีน Sinovac ฉีดสองเข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ จึงจะป้องกันโรคได้ หลังจากฉีดเข็มที่สองไปแล้ว สัปดาห์

2) วัคซีน AstraZeneca ฉีดเข็มแรกแล้ว 4 สัปดาห์ จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ สามารถไปฉีดกระตุ้นเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 12-16 สัปดาห์ (3-4 เดือน) และพบว่าการฉีดกระตุ้นเข็มสองที่ห่างออกไป จะได้ภูมิคุ้มกัน สูงกว่าการฉีดกระตุ้นเข็มสองที่ 4 สัปดาห์

3) ขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีน Sinovac 4 ล้านเข็ม และสิ้นเดือนนี้จะมาอีก 2 ล้านเข็ม รวมเป็น 6 ล้านเข็ม 

4) วัคซีน AstraZeneca ที่บริษัทสยามไบโอซายน์ผลิตได้ 61 ล้านเข็ม จะทยอยส่งมอบเดือนมิถุนายน 6 ล้านเข็ม กรกฎาคมถึงพฤศจิกายนเดือนละ 10 ล้านเข็ม และธันวาคม 5 ล้านเข็ม 

5) จะมีวัคซีนเสริมเข้ามาปลายปีในช่วงไตรมาสสี่ ประกอบด้วยบริษัท Pfizer ,Johnson & Johnson, Sputnik V, Moderna และจะมี Sinovac ปิดท้ายในเดือนธันวาคม 2564 รวมแล้ว 35 ล้านเข็ม 

6) ศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่จะฉีดวัคซีนได้ เฉลี่ยทุกโรงพยาบาลฉีดได้วันละ 500 เข็ม มีโรงพยาบาลของรัฐ 1000 โรง จะฉีดได้วันละ 5 แสนเข็มเป็นขั้นต่ำ สามารถระดมกำลังการฉีดเพิ่ม หรือภาคเอกชนมาร่วมฉีด ก็จะได้มากยิ่งขึ้น จากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว ลองมาดูตารางประกอบการฉีดวัคซีน 100 ล้านเข็มดังนี้

พฤษภาคม 2564 วัคซีน Sinovac 6 ล้านเข็ม จะฉีดให้กับประชาชนได้ 3 ล้านคน เพราะทุกคนต้องฉีดสองเข็มจึงจะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้มิถุนายน 2564 วัคซีน AstraZeneca 6 ล้านเข็ม ฉีดให้กับประชาชนได้ 6 ล้านคน ไม่ใช่ฉีดได้ 3 ล้านคน เพราะการฉีดกระตุ้นเข็มสองจะไปฉีดในอีก 3-4 เดือนถัดมา วัคซีนทั้ง 6 ล้านเข็ม จึงกระจายไปฉีดได้ทั้ง 6 ล้านคน กรกฎาคมและสิงหาคม 2564 มีวัคซีน AstraZeneca ส่งมอบเดือนละ 10 ล้านเข็ม ก็จะฉีดได้เดือนละ 10 ล้านคน กันยายน 2564 วัคซีน AstraZeneca 10 ล้านเข็ม จะฉีดคนใหม่เข็มหนึ่งได้ 4 ล้านคน ส่วนอีก 6 ล้านเข็มต้องไปฉีดกระตุ้นเข็มสองให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีน 6 ล้านคนในเดือนมิถุนายน  ตุลาคมและพฤศจิกายน 2564 วัคซีนจำนวน 10 ล้านเข็ม จะเป็นการฉีดกระตุ้นเข็มสองให้กับผู้ที่ฉีดในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม ธันวาคม 2564 วัคซีน AstraZeneca จำนวน 5 ล้านเข็ม โดยจะมีวัคซีนเสริมที่ไม่ใช่ Sinovac และ AstraZeneca เข้ามาในไตรมาส 3-4 คือในเดือนกันยายนถึงธันวาคม และจะมีวัคซีนของบริษัท Johnson & Johnson ที่ฉีดเพียงเข็มเดียวเข้ามาด้วย 

จึงทำให้สามารถสรุปได้ดังนี้ 

1) สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 จะสามารถฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งได้ถึง 19 ล้านคน คิดเป็น 27% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญมากเพราะมีการศึกษาพบว่า ถ้าประชากรฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งมากกว่า 25% จะสามารถชะลอการติดเชื้อรายใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการยุติการระบาดใหญ่นั้น จะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

2) สิ้นเดือนกันยายน 2564 ตามแผนนี้ จะฉีดวัคซีนได้กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศคือ 54%  

3) สิ้นธันวาคม 2564 จะฉีดวัคซีนได้ทั้งสิ้น 100 ล้านเข็มหรือ 50 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ โดยที่ศักยภาพในการฉีดนั้น จะเริ่มต้นที่

มิถุนายนวันละ 2 แสนเข็ม หรือ 6 ล้านคนต่อเดือน เดือนกรกฎาคมเป็นวันละ 3.3 แสนเข็ม หรือ 10 ล้านเข็มต่อเดือน และขยับขึ้นสูงสุดในเดือนกันยายนเป็นต้นไป วันละ 6.6 แสนเข็ม หรือเดือนละ 20 ล้านเข็ม

บทวิเคราะห์นี้

ประมาณการมาจากข้อมูลการแถลงจากท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข ความแม่นยำอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง 

ทั้งนี้มีตัวแปรที่สำคัญ ประกอบด้วย

1)การผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอซายน์ จะต้องส่งวัคซีนตามกำหนดเวลา

2) บริษัทวัคซีนนำเข้าอีกห้าบริษัทที่เสริมนั้น เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ในเบื้องต้น

3) มีประชาชนสนใจที่จะฉีดวัคซีนได้ถึง 70% ของจำนวนประชากรทุกคนจึงควรร่วมแรงร่วมใจ ศึกษาหาข้อมูล ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องวัคซีน ทั้งประสิทธิผล ผลข้างเคียง และประโยชน์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่อันจะส่งผลดีกับประเทศชาติในอนาคตแล้วร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน รับวัคซีนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *